ในร่างกายมนุษย์มีสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพลังธรรมชาติ จิตวิญญาณและพลังเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกัน และอยู่ภายใต้อำนาจของสมาธิ เราเรียกสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่า “จักระ (Chakra)”
จักระ (Chakra) เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “กงล้อ” ซึ่งเป็นลักษณะของลำแสงที่แผ่ออกมาเป็นวงคล้ายกลีบดอกบัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ลำแสงที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัวนี้จะหมุนอยู่ตลอดเวลาก่อให้เกิดสีสรรต่าง ๆ เหมือนประกายไฟ มีสีที่ต่างกันออกไป จักระในร่างกายมี 7 จุด ผู้ที่ผ่านการกระตุ้นจักระและฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้จักระหมุนวนรับพลังจักรวาลที่อยู่รอบตัวเข้าสู่จักระทั้ง 7 และหากสามารถพัฒนาอำนาจจิตให้สูงขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรูปร่าง แสง สี และการหมุนได้อย่างชัดเจน
จักระทั้ง 7 มีดังต่อไปนี้
จักระที่ 1 มูลธารจักระ (The Base Chakra)
ตั้งอยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต มีหน้าที่ดูดซับพลังคุนดาลินี (Kundalini = งูไฟ หรือ Serpent Fire) จากโลก โดยปกติแล้วจักระนี้จะไม่มีการกระตุ้นอย่างเด็ดขาดเพราะอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย สีที่สัมพันธ์คือ สีแดง มี 4 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 1 คือ ทับทิม โกเมน
จักระที่ 2 สวาธิษฐานจักระ (The Sacral Chakra)
ตั้งอยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศและความเชื่อมั่นในตนเอง มีหน้าที่กระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมสืบพันธุ์ (Gonads Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีส้ม มี 6 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 2 คือ โกเมนสีส้ม คาร์เนเลี่ยนสีส้มแดง
จักระที่ 3 มณีปุระจักระ (The Solar Plexus Chakra)
ตั้งอยู่บริเวณสันหลังที่ตรงกับบั้นเอว มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตโลหิต เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเหลือง มี 10 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 3 คือ บุษราคัม ซิทริน
จักระที่ 4 อนาหตะจักระ (The Heart Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความเมตตากรุณา ความเสียสละ การพัฒนาจิตใจ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไธมัส (Thymus Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเขียว มี 12 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 4 คือ มรกต เพอริโด
จักระที่ 5 วิสุทธิจักระ (The Throat Chakra)
ตั้งอยู่ตรงกระดูกต้นคอ เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีน้ำเงิน มี 16 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 5 คือ ไพลิน เทอร์ควอยซ์ ลาปิสลาซูลิ อะคัวมารีน
จักระที่ 6 อาชณะจักระ (The Third Eye Chakra)
ตั้งอยู่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเหมือนดวงตาของปัญญา เป็นจุดกำเนิดของญาณหยั่งรู้ เป็นตาที่ 3 เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีคราม มี 96 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 6 คือ อะมีธีสต์สีม่วงคราม โซดาไลต์
จักระที่ 7 สหัสธารจักระ (The Crown Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เปรียบเป็นมงกุฎดอกบัว เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย เป็นสถานที่รับพลังแห่งจักรวาลและกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมเม็ดสน (Pineal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีม่วง มี 972 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 7 คือ อะมีธีสต์
หมายเหตุ เนื่องจากชื่อของแต่ละจักระเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อนำมาสะกดเป็นภาษาอังกฤษแล้วอ่านเป็นภาษาไทยจึงมีความแตกต่างไปบ้างแล้วแต่ตำรา หากผู้อ่านไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มอื่นหรือไปเข้ารับการฝึกวิชาพลังจักรวาลหรือพลังกายทิพย์แล้วพบว่าเรียกชื่อจักระผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นชื่อเดียวกัน
เคยมีผู้มาสอบถามผู้เขียนเกี่ยวกับการทำสมาธิเพื่อกระตุ้นจักระทั้ง 7 โดยการใช้อัญมณี ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีหนังสือหลายเล่มเขียนอธิบายไว้คล้าย ๆ กันคือ ให้เอาอัญมณีวางไว้ตรงกับจักระที่ต้องการกระตุ้น แล้วกำหนดสมาธิสร้างจินตนาการว่าจักระได้ดูดซับเอาพลังที่อยู่ในอัญมณีเข้ามาไว้กับตัว สำหรับเรื่องนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าจักระ เป็นสิ่งที่สำคัญที่มีอิทธิพลทั้งทางบวกและทางลบกับร่างกาย การกระตุ้นจักระโดยขาดความรู้อย่างแท้จริงจะทำให้การทำงานของจักระทั้ง 7 ขาดความสมดุล ส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายโดยรวมขาดความสมดุลตามไปด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการเจ็บป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้ เป็นต้นว่า นอนไม่หลับ ปวดศรีษะ เวียนศรีษะ คลื่นไส้ เดินโคลงไปเอียงมาร่างกายขาดความสมดุล ซึ่งโรคจำพวกนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีทางการแพทย์ นอกจากจะต้องไปพบผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังทำการปรับสมดุลร่างกายให้เท่านั้น
การกระตุ้นจักระอย่างถูกวิธีคือ จะต้องฝึกลมปราณ ทำสมาธิ และกระตุ้นทีละจักระ ภายใต้การแนะนำและควบคุมของอาจารย์ที่สำเร็จวิชานี้แล้ว การฝึกจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน ให้ร่างกายได้ปรับตัว เพราะผู้ที่ไม่เคยฝึกลมปราณมาก่อนจักระจะอ่อนแอ ไม่สามารถรับการกระตุ้นอย่างทันทีได้ ในการฝึกจะใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะกระตุ้นได้ครบทุกจักระ และเมื่อฝึกสำเร็จจักระจะแข็งแรง เราก็สามารถมาฝึกหรือกระตุ้นจักระโดยวิธีอื่น เช่น การใช้ ควอทซ์ คริสตัล หินสี อัญมณีต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย
ในการเขียนเรื่องจักระนี้ อาจมีข้อความบางส่วนแตกต่างไปจากเรื่องจักระที่เขียนกันในหนังสือเกี่ยวกับอัญมณีและหินสีที่มีวางขายอยู่ทั่วไป เนื่องจากผู้เขียนได้ใช้แนวทางของวิชากายทิพย์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณย่าเยาวเรศ บุนนาค (ผู้ค้นพบวิชาพลังกายทิพย์หรือพลังจักรวาล คือ หลวงปู่ดาสิรา นาราดา พระภิกษุชาวศรีลังกา มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ.1846 – 1924 หลวงปู่ดาสิราได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับ พล.ร.ต.หลวงสุวิชานแพทย์ อดีตแพทย์ใหญ่กองทัพเรือ ซึ่งท่านมีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2435 – 2522 พล.ร.ต.หลวงสุวิชานแพทย์ นอกจากเป็นแพทย์ที่มีความสามารถสูงแล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์อีกด้วย ท่านเห็นว่าโรงแรมเอราวัณ หรือในปัจจุบันคือโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ สร้างผิดรูปแบบ จึงได้แนะนำให้สร้างศาลพระพรหมเป็นการแก้เคล็ด ซึ่งต่อมาศาลท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลก พล.ร.ต.หลวงสุวิชานแพทย์ ได้ถ่ายทอดวิชาพลังกายทิพย์ให้กับคุณย่าเยาวเรศ บุนนาค ในปี พ.ศ.2500 คุณย่าเยาวเรศ เป็นผู้มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์เป็นอย่างสูง ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์เอกที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโหราศาสตร์มาจาก อ.เทพย์ สาริกบุตร และเคยได้รับการยกย่องเป็น 10 ยอดโหรของเมืองไทยในอดีต)
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
Showing posts with label อัญมณีและความเชื่อ. Show all posts
Showing posts with label อัญมณีและความเชื่อ. Show all posts
Tuesday, 12 December 2006
อัญมณีที่ได้รับความนิยมอันดับที่ 1-20 (2)
ผู้เขียนขอแนะนำอัญมณีอีก 10 ชนิดให้คุณผู้อ่านได้ทราบค่ะ
11. โอปอล เป็นอัญมณีชนิดเดียวที่มีสีสันหลากหลายในเม็ดเดียว สีที่เหลือบอยู่ภายในจะส่องประกายคล้ายสีรุ้ง เชื่อกันว่า โอปอลเป็นที่รวมของพลังจากดวงจันทร์และสายน้ำ โอปอลมีคุณสมบัติในการสื่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนและรักษาโรคต่าง ๆ ได้ สตรีมีครรภ์ถ้าสวมโอปอลไว้จะทำให้คลอดบุตรได้ง่าย โอปอลเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 7 และเป็นอัญมณีประจำเดือนตุลาคม
12. ซิทริน อยู่ในตระกูลควอทซ์ มีหลายเฉดสีตั้งแต่เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม เหลืองส้ม เหลืองทอง มีคุณสมบัติคล้ายบุษราคัม การสวมใส่ซิทรินจะช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เพิ่มพลังทางสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งมีความถูกต้อง ชัดเจน เพราะซิทรินจะช่วยเชื่อมสภาวะจิตในระดับต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถรับรู้ถึงเหตุผล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องการสื่อความเข้าใจกับคนรอบข้างได้อีกด้วย
13. เทอร์ควอยซ์ อัญมณีที่มีประวัติยาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ของอียิปต์ คนอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทอร์ควอยซ์เป็นสัญลักษณ์ของสุริยเทพ เป็นอัญมณีที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพลังอำนาจในตัว ช่วยทำให้ผู้สวมใส่ร่ำรวย มั่งมีเงินทอง มีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ ปวดศรีษะ และช่วยลดความประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก เทอร์ควอยซ์มีตั้งแต่สีฟ้าอ่อนไปจนถึงฟ้าเข้ม บางครั้งถูกเรียกว่า “พลอยขี้นกการเวก” เป็นพลอยประจำเดือนธันวาคม
14. ลาปิสลาซูลิ เป็นหินสีฟ้าจนถึงสีน้ำเงิน ภายในเนื้อหินมีเกล็ดทองปนอยู่ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าลาปิส จะช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ให้รอดพ้นจากอันตราย เป็นเครื่องรางป้องกันภัยจากไสยศาสตร์ และยังเป็นหินที่ช่วยในการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสร้างพลัง สติปัญญา ญาณหยั่งรู้ ทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้นด้วย “ตาใน” นักบวชชั้นสูงจะนำลาปิสมาประดับบนเสื้อคลุม คนชั้นสูงของอียิปต์โบราณจะนิยมนำลาปิสมาบดเป็นผงเพื่อใช้ในการตกแต่งและบำรุงดวงตา
15. มุกดา หรือมุกดาหาร พลอยสีขาวโดยส่วนมากจะมีสีขาวขุ่นเหมือนสีน้ำนม หรือสีหมอก เหมือนคำว่า “มุกดาหารสีหมอกมัว” แต่ก็มีสีขาวใสเหมือนกัน เชื่อกันว่าเมื่อวันพระจันทร์เต็มดวง มุกดาหารจะมีสีใสเหมือนหยดน้ำ อัญมณีชนิดนี้จะช่วยในการพัฒนาด้านอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุล และยังมีคุณสมบัติในการบำบักรักษาอาการลมชัก ช็อคหมดสติ ได้อีกด้วย
16. ทัวมาลีน มีหลายหลากสี เช่น แดง ชมพู เขียว ดำ พลอยชนิดนี้ได้รับความนิยมในการนำมาทำเป็นเครื่องประดับมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะชนชั้นกษัตริย์ได้นำมาทำเป็นเครื่องประดับประกอบเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทัวมาลีนมีคุณสมบัติในการบำบัดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร สร้างความสมดุลขึ้นในจิตใจ ทำให้ผ่อนคลายจากความวิตกกังวล ทัวมาลีนเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 14
17. เพทาย อัญมณีที่ถูกจัดเป็นลำดับ 8 ของแก้วนพเก้า “แดงสลัวเพทาย” บ่งบอกถึงสีของเพทายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือแดงดำ หรือแดงคล้ำ นอกจากนี้ยังมีสีส้ม น้ำตาล ขาว และสีใสอีกด้วย ซึ่งเพทายใสมักจะนำมาใช้ทำเครื่องประดับแทนเพชร เพทายมีคุณสมบัติในการบำบัดอาการเครียด นอนไม่หลับ วิตกกังวล
18. หยก ชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนจะนิยมนำหยกมาทำเป็นเครื่องประดับ โดยมีความเชื่อว่าหยกสามารถป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ นอกจากนี้ หยกยังช่วยให้ผู้สวมใส่มีความเจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภ และมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน หยกจะช่วยบำบัดโรคหอบหืด โรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยให้จิตใจสงบ สามารถคิดพิจารณาปัญหา และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง หยกเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 6
19. ปะการัง เป็นผลผลิตจากท้องทะเลที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง มีหลายสี เช่น ชมพูอ่อน ส้ม แดง น้ำตาล ผู้คนทั่วไปมักนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องรางเพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองเวลาเดินทาง คนโบราณจะใช้ปะการังในการบำบัดรักษาอาการโรคในช่องปาก ระบบการย่อยอาหาร ระบบการไหลเวียนของเลือด และช่วยสร้างความสมดุลขึ้นในจิตใจ ผ่อนคลาย และกำจัดทัศนคติทางด้านลบออกไปจากจิตใจของผู้สวมใส่
20. คาร์เนเลี่ยน พลอยที่มีสีออกส้มแดง น้ำตาลแดง แต่บางครั้งก็จะพบคาร์เนเลี่ยนสีชมพู มีผู้นิยมนำเอาคาร์เนเลี่ยนมาทำเครื่องรางเพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันภัยจากคนที่ปองร้ายได้ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความกล้า มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีสมาธิ และช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาการติดเชื้อ และโรคในทรวงอกได้อีกด้วย
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
11. โอปอล เป็นอัญมณีชนิดเดียวที่มีสีสันหลากหลายในเม็ดเดียว สีที่เหลือบอยู่ภายในจะส่องประกายคล้ายสีรุ้ง เชื่อกันว่า โอปอลเป็นที่รวมของพลังจากดวงจันทร์และสายน้ำ โอปอลมีคุณสมบัติในการสื่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนและรักษาโรคต่าง ๆ ได้ สตรีมีครรภ์ถ้าสวมโอปอลไว้จะทำให้คลอดบุตรได้ง่าย โอปอลเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 7 และเป็นอัญมณีประจำเดือนตุลาคม
12. ซิทริน อยู่ในตระกูลควอทซ์ มีหลายเฉดสีตั้งแต่เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม เหลืองส้ม เหลืองทอง มีคุณสมบัติคล้ายบุษราคัม การสวมใส่ซิทรินจะช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เพิ่มพลังทางสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งมีความถูกต้อง ชัดเจน เพราะซิทรินจะช่วยเชื่อมสภาวะจิตในระดับต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถรับรู้ถึงเหตุผล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องการสื่อความเข้าใจกับคนรอบข้างได้อีกด้วย
13. เทอร์ควอยซ์ อัญมณีที่มีประวัติยาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ของอียิปต์ คนอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทอร์ควอยซ์เป็นสัญลักษณ์ของสุริยเทพ เป็นอัญมณีที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพลังอำนาจในตัว ช่วยทำให้ผู้สวมใส่ร่ำรวย มั่งมีเงินทอง มีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ ปวดศรีษะ และช่วยลดความประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก เทอร์ควอยซ์มีตั้งแต่สีฟ้าอ่อนไปจนถึงฟ้าเข้ม บางครั้งถูกเรียกว่า “พลอยขี้นกการเวก” เป็นพลอยประจำเดือนธันวาคม
14. ลาปิสลาซูลิ เป็นหินสีฟ้าจนถึงสีน้ำเงิน ภายในเนื้อหินมีเกล็ดทองปนอยู่ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าลาปิส จะช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ให้รอดพ้นจากอันตราย เป็นเครื่องรางป้องกันภัยจากไสยศาสตร์ และยังเป็นหินที่ช่วยในการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสร้างพลัง สติปัญญา ญาณหยั่งรู้ ทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้นด้วย “ตาใน” นักบวชชั้นสูงจะนำลาปิสมาประดับบนเสื้อคลุม คนชั้นสูงของอียิปต์โบราณจะนิยมนำลาปิสมาบดเป็นผงเพื่อใช้ในการตกแต่งและบำรุงดวงตา
15. มุกดา หรือมุกดาหาร พลอยสีขาวโดยส่วนมากจะมีสีขาวขุ่นเหมือนสีน้ำนม หรือสีหมอก เหมือนคำว่า “มุกดาหารสีหมอกมัว” แต่ก็มีสีขาวใสเหมือนกัน เชื่อกันว่าเมื่อวันพระจันทร์เต็มดวง มุกดาหารจะมีสีใสเหมือนหยดน้ำ อัญมณีชนิดนี้จะช่วยในการพัฒนาด้านอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุล และยังมีคุณสมบัติในการบำบักรักษาอาการลมชัก ช็อคหมดสติ ได้อีกด้วย
16. ทัวมาลีน มีหลายหลากสี เช่น แดง ชมพู เขียว ดำ พลอยชนิดนี้ได้รับความนิยมในการนำมาทำเป็นเครื่องประดับมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะชนชั้นกษัตริย์ได้นำมาทำเป็นเครื่องประดับประกอบเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทัวมาลีนมีคุณสมบัติในการบำบัดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร สร้างความสมดุลขึ้นในจิตใจ ทำให้ผ่อนคลายจากความวิตกกังวล ทัวมาลีนเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 14
17. เพทาย อัญมณีที่ถูกจัดเป็นลำดับ 8 ของแก้วนพเก้า “แดงสลัวเพทาย” บ่งบอกถึงสีของเพทายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือแดงดำ หรือแดงคล้ำ นอกจากนี้ยังมีสีส้ม น้ำตาล ขาว และสีใสอีกด้วย ซึ่งเพทายใสมักจะนำมาใช้ทำเครื่องประดับแทนเพชร เพทายมีคุณสมบัติในการบำบัดอาการเครียด นอนไม่หลับ วิตกกังวล
18. หยก ชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนจะนิยมนำหยกมาทำเป็นเครื่องประดับ โดยมีความเชื่อว่าหยกสามารถป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ นอกจากนี้ หยกยังช่วยให้ผู้สวมใส่มีความเจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภ และมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน หยกจะช่วยบำบัดโรคหอบหืด โรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยให้จิตใจสงบ สามารถคิดพิจารณาปัญหา และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง หยกเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 6
19. ปะการัง เป็นผลผลิตจากท้องทะเลที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง มีหลายสี เช่น ชมพูอ่อน ส้ม แดง น้ำตาล ผู้คนทั่วไปมักนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องรางเพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองเวลาเดินทาง คนโบราณจะใช้ปะการังในการบำบัดรักษาอาการโรคในช่องปาก ระบบการย่อยอาหาร ระบบการไหลเวียนของเลือด และช่วยสร้างความสมดุลขึ้นในจิตใจ ผ่อนคลาย และกำจัดทัศนคติทางด้านลบออกไปจากจิตใจของผู้สวมใส่
20. คาร์เนเลี่ยน พลอยที่มีสีออกส้มแดง น้ำตาลแดง แต่บางครั้งก็จะพบคาร์เนเลี่ยนสีชมพู มีผู้นิยมนำเอาคาร์เนเลี่ยนมาทำเครื่องรางเพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันภัยจากคนที่ปองร้ายได้ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความกล้า มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีสมาธิ และช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาการติดเชื้อ และโรคในทรวงอกได้อีกด้วย
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
อัญมณีที่ได้รับความนิยมอันดับที่ 1-20 (1)
การนำอัญมณีมาใช้เพื่อเสริมบารมีหรือเสริมดวงชะตานั้น ผู้ใช้จะคำนึงถึงคุณสมบัติของอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสำคัญ ซึ่งคนโบราณได้ศึกษาและบันทึกไว้ในตำราไม่ว่าจะเป็นตำราพระเวท ตำราการพยากรณ์ หรือแม้แต่ตำราการแพทย์ก็มีการบันทึกเรื่องการใช้อัญมณีในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ
ต่อไปผู้เขียนจะได้แนะนำอัญมณีชนิดต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้ทราบค่ะ
1. เพชร คำว่า Diamond มาจากภาษากรีก Adamas แปลว่า “แข็งหาที่สุดไม่ได้” เพชรเป็นสัญลักษณ์แทนความสะอาด บริสุทธิ์ ความกล้าหาญ และจะมอบความรัก ความสุขทางโลกให้กับผู้สวมใส่ เพชรที่ได้รับความนิยมที่สุดจะเป็นเพชรที่ไร้สี และอยู่ในเกรด FL (Flawless) คือปราศจากตำหนิ แน่นอนว่าราคาย่อมแพงที่สุดด้วยเช่นกัน เพชรนอกจากจะเป็นอัญมณีประจำเดือนเมษายนแล้วยังเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 5 และ 30 อีกด้วย
2. ทับทิม อัญมณีประจำเดือนกรกฎาคมที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งอัญมณี” ทับทิมมีหลายเฉดสีตั้งแต่แดงเลือดนก แดงอมชมพู แดงส้ม แดงม่วง แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือแดงสดหรือแดงเลือดนก ทับทิมมีคุณสมบัติในการสร้างพลังให้กับร่างกาย เสริมความกล้า เสริมพลังใจ สร้างความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตวิญญาณ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความซื่อสัตย์ จึงได้รับเลือกให้เป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 1 และ 10
3. มรกต ในความเชื่อของคนโบราณ มรกตเป็นอัญมณีที่สามารถขจัดปัดเป่าปัญหาต่าง ๆ สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองและความจำ พัฒนาพลังจิตญาณหยั่งรู้ เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ ความเจริญ และยังมีคุณสมบัติในการรักษาและบำรุงสายตาอีกด้วย อัญมณีสีเขียวประจำเดือนพฤษภาคมนี้ได้รับเลือกให้เป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 3 และ 20 และเนื่องจากมรกตง่ายต่อการแตกหรือบิ่น ดังนั้นผู้สวมใส่ต้องระมัดระวังการกระแทกกับของแข็งไว้ให้มาก
4. บุษราคัม อัญมณีสีเหลือง มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นำพาความสุขความเจริญมาสู่ผู้สวมใส่ ส่งเสริมด้านการเงิน ธุรกิจ และยังช่วยในด้านการผ่อนคลายอารมณ์ จิตใจ ช่วยให้เกิดความสงบระงับ เสริมสร้างพลังให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด วัณโรค ดีซ่านได้อีกด้วย บุษราคัมมีหลายสีเช่น สีน้ำเงิน ที่เรียกกันว่า Blue Topaz สีน้ำตาล สีเหลืองอ่อน เหลืองแก่ ส้ม แต่ที่นิยมที่สุดและมีราคาแพงที่สุดคือสีเหลืองทอง บุษราคัมเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 13
5. ไข่มุก อัญมณีประจำวันจันทร์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและเพศหญิง ไข่มุกเป็นตัวแทนของความรู้สึก อารมณ์ และจะมอบพลังใจให้กับผู้สวมใส่ สามารถนำมาใช้ในการบำบัดความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ทำให้เกิดความสงบในจิตใจ ไข่มุกที่ดีจะต้องมีความมันวาว ผิวเนื้อมีความละเอียด และเนื่องจากไข่มุกเป็นผลผลิตจากสัตว์ทะเล เนื้อของไข่มุกจึงต่างจากพลอย ดังนั้นต้องระมัดระวังในการสวมใส่ ห้ามให้ถูกสารเคมีทุกชนิดโดยเฉพาะสารที่เป็นตัวทำละลาย ระวังการถูกขีดข่วนจากของแหลมคม ไข่มุกเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 4 และ 25
6. อะคัวมารีน คำว่าอะคัวมารีน (Aquamarine) หมายถึง “น้ำทะเล” มีสีฟ้าตั้งแต่ฟ้าอ่อนถึงฟ้าเข้ม หรือมีสีแกมเขียวเหมือนสีน้ำทะเล มีคุณสมบัติที่สำคัญคือช่วยขจัดความกระวนกระวายใจ ทำให้เกิดความสงบ เยือกเย็น ผ่อนคลาย ทั้งยังช่วยให้ระบบประสาททำงานเป็นปกติ คนโบราณเชื่อว่าอะคัวมารีนมีอิทธิพลต่อลำคอ ดังนั้นจึงมักดื่มน้ำที่แช่อะคัวมารีนเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ ผู้ที่เป็นนักพูดมักจะสวมอะคัวมารีนเพื่อเสริมเสน่ห์ในการพูด ทำให้ผู้ฟังชื่นชอบ อะคัวมารีนเป็นพลอยประจำเดือนมีนาคมและเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 8
7. อะมีธีสต์ คำว่า “อะมีธีสต์” มาจากภาษากรีกแปลว่า “ไม่มึนเมา” ชาวกรีกโบราณจึงมีความเชื่อว่าถ้าดื่มเหล้าในแก้วที่เจียระไนหรือประดับด้วยอะมีธีสต์แล้วจะไม่เมา อะมีธีสต์มีคุณสมบัติในบำบัดอาการนอนไม่และโรคปวดศรีษะ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นหรือปลุกเร้าประสาทสัมผัสและญาณหยั่งรู้ และเนื่องจากเป็นพลอยสีม่วง จึงสามารถสื่อสัมพันธ์ถึงจิตวิญญาณ เทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ อะมีธีสต์เป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 11
8. โกเมน พลอยประจำเดือนมกราคม โกเมนมีหลายสีแต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดงเข้ม แดงส้ม แดงม่วง แดงน้ำตาล โกเมนมีคุณสมบัติในการปัดเป่าเภทภัย ความหายนะ ความชั่วร้ายต่าง ๆ เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ช่วยลดอาการซึมเศร้า เฉื่อยชา และช่วยปรับระบบการไหลเวียนของโลหิตให้เกิดความสมดุล
9. เพอริโด เป็นพลอยที่มีสีเขียวคล้ายมรกต ในสมัยโบราณมักเข้าในกันว่าเพอริโดคือมรกต ซึ่งว่ากันว่ามรกตน้ำงามของพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ ที่ขุดได้จากเกาะในทะเลแดงแท้จริงแล้วคือเพอริโดนั่นเอง คุณสมบัติของเพอริโดจะคล้ายกันกับมรกต คือเสริมสร้างสติปัญญา ความจำ ความสามารถในการเรียนรู้ ไหวพริบ ปฏิภาณ เสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง เพอริโดเป็นพลอยครบรอบแต่งงานปีที่ 12
10. ไพลิน หรือ Sapphire จัดอยู่ในประเภทเดียวกับทับทิม คือ พวกคอรันดัม ซึ่งมีความแข็งรองจากเพชร ไพลินเป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะแม้แต่เจ้าฟ้าชายชาร์ล มกุฏราชกุมารแห่งอังกฤษ ยังใช้แหวนไพลินหมั้น เลดี้ ไดอาน่า ไพลินที่นิยมกันมีอยู่ 2 สี คือ ไพลินสีน้ำเงิน (Blue Sapphire) และไพลินสีชมพู (Pink Sapphire) ไพลินมีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากสิ่งชั่วร้าย ป้องกันภัยอันตรายจากการเดินทาง สร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ และช่วยในการควบคุมตนเองได้อีกด้วย ไพลินเป็นพลอยครบรอบแต่งงานปีที่ 15
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
ต่อไปผู้เขียนจะได้แนะนำอัญมณีชนิดต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้ทราบค่ะ
1. เพชร คำว่า Diamond มาจากภาษากรีก Adamas แปลว่า “แข็งหาที่สุดไม่ได้” เพชรเป็นสัญลักษณ์แทนความสะอาด บริสุทธิ์ ความกล้าหาญ และจะมอบความรัก ความสุขทางโลกให้กับผู้สวมใส่ เพชรที่ได้รับความนิยมที่สุดจะเป็นเพชรที่ไร้สี และอยู่ในเกรด FL (Flawless) คือปราศจากตำหนิ แน่นอนว่าราคาย่อมแพงที่สุดด้วยเช่นกัน เพชรนอกจากจะเป็นอัญมณีประจำเดือนเมษายนแล้วยังเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 5 และ 30 อีกด้วย
2. ทับทิม อัญมณีประจำเดือนกรกฎาคมที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งอัญมณี” ทับทิมมีหลายเฉดสีตั้งแต่แดงเลือดนก แดงอมชมพู แดงส้ม แดงม่วง แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือแดงสดหรือแดงเลือดนก ทับทิมมีคุณสมบัติในการสร้างพลังให้กับร่างกาย เสริมความกล้า เสริมพลังใจ สร้างความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตวิญญาณ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความซื่อสัตย์ จึงได้รับเลือกให้เป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 1 และ 10
3. มรกต ในความเชื่อของคนโบราณ มรกตเป็นอัญมณีที่สามารถขจัดปัดเป่าปัญหาต่าง ๆ สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองและความจำ พัฒนาพลังจิตญาณหยั่งรู้ เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ ความเจริญ และยังมีคุณสมบัติในการรักษาและบำรุงสายตาอีกด้วย อัญมณีสีเขียวประจำเดือนพฤษภาคมนี้ได้รับเลือกให้เป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 3 และ 20 และเนื่องจากมรกตง่ายต่อการแตกหรือบิ่น ดังนั้นผู้สวมใส่ต้องระมัดระวังการกระแทกกับของแข็งไว้ให้มาก
4. บุษราคัม อัญมณีสีเหลือง มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นำพาความสุขความเจริญมาสู่ผู้สวมใส่ ส่งเสริมด้านการเงิน ธุรกิจ และยังช่วยในด้านการผ่อนคลายอารมณ์ จิตใจ ช่วยให้เกิดความสงบระงับ เสริมสร้างพลังให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด วัณโรค ดีซ่านได้อีกด้วย บุษราคัมมีหลายสีเช่น สีน้ำเงิน ที่เรียกกันว่า Blue Topaz สีน้ำตาล สีเหลืองอ่อน เหลืองแก่ ส้ม แต่ที่นิยมที่สุดและมีราคาแพงที่สุดคือสีเหลืองทอง บุษราคัมเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 13
5. ไข่มุก อัญมณีประจำวันจันทร์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและเพศหญิง ไข่มุกเป็นตัวแทนของความรู้สึก อารมณ์ และจะมอบพลังใจให้กับผู้สวมใส่ สามารถนำมาใช้ในการบำบัดความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ทำให้เกิดความสงบในจิตใจ ไข่มุกที่ดีจะต้องมีความมันวาว ผิวเนื้อมีความละเอียด และเนื่องจากไข่มุกเป็นผลผลิตจากสัตว์ทะเล เนื้อของไข่มุกจึงต่างจากพลอย ดังนั้นต้องระมัดระวังในการสวมใส่ ห้ามให้ถูกสารเคมีทุกชนิดโดยเฉพาะสารที่เป็นตัวทำละลาย ระวังการถูกขีดข่วนจากของแหลมคม ไข่มุกเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 4 และ 25
6. อะคัวมารีน คำว่าอะคัวมารีน (Aquamarine) หมายถึง “น้ำทะเล” มีสีฟ้าตั้งแต่ฟ้าอ่อนถึงฟ้าเข้ม หรือมีสีแกมเขียวเหมือนสีน้ำทะเล มีคุณสมบัติที่สำคัญคือช่วยขจัดความกระวนกระวายใจ ทำให้เกิดความสงบ เยือกเย็น ผ่อนคลาย ทั้งยังช่วยให้ระบบประสาททำงานเป็นปกติ คนโบราณเชื่อว่าอะคัวมารีนมีอิทธิพลต่อลำคอ ดังนั้นจึงมักดื่มน้ำที่แช่อะคัวมารีนเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ ผู้ที่เป็นนักพูดมักจะสวมอะคัวมารีนเพื่อเสริมเสน่ห์ในการพูด ทำให้ผู้ฟังชื่นชอบ อะคัวมารีนเป็นพลอยประจำเดือนมีนาคมและเป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 8
7. อะมีธีสต์ คำว่า “อะมีธีสต์” มาจากภาษากรีกแปลว่า “ไม่มึนเมา” ชาวกรีกโบราณจึงมีความเชื่อว่าถ้าดื่มเหล้าในแก้วที่เจียระไนหรือประดับด้วยอะมีธีสต์แล้วจะไม่เมา อะมีธีสต์มีคุณสมบัติในบำบัดอาการนอนไม่และโรคปวดศรีษะ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นหรือปลุกเร้าประสาทสัมผัสและญาณหยั่งรู้ และเนื่องจากเป็นพลอยสีม่วง จึงสามารถสื่อสัมพันธ์ถึงจิตวิญญาณ เทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ อะมีธีสต์เป็นอัญมณีครบรอบแต่งงานปีที่ 11
8. โกเมน พลอยประจำเดือนมกราคม โกเมนมีหลายสีแต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดงเข้ม แดงส้ม แดงม่วง แดงน้ำตาล โกเมนมีคุณสมบัติในการปัดเป่าเภทภัย ความหายนะ ความชั่วร้ายต่าง ๆ เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ช่วยลดอาการซึมเศร้า เฉื่อยชา และช่วยปรับระบบการไหลเวียนของโลหิตให้เกิดความสมดุล
9. เพอริโด เป็นพลอยที่มีสีเขียวคล้ายมรกต ในสมัยโบราณมักเข้าในกันว่าเพอริโดคือมรกต ซึ่งว่ากันว่ามรกตน้ำงามของพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ ที่ขุดได้จากเกาะในทะเลแดงแท้จริงแล้วคือเพอริโดนั่นเอง คุณสมบัติของเพอริโดจะคล้ายกันกับมรกต คือเสริมสร้างสติปัญญา ความจำ ความสามารถในการเรียนรู้ ไหวพริบ ปฏิภาณ เสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง เพอริโดเป็นพลอยครบรอบแต่งงานปีที่ 12
10. ไพลิน หรือ Sapphire จัดอยู่ในประเภทเดียวกับทับทิม คือ พวกคอรันดัม ซึ่งมีความแข็งรองจากเพชร ไพลินเป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะแม้แต่เจ้าฟ้าชายชาร์ล มกุฏราชกุมารแห่งอังกฤษ ยังใช้แหวนไพลินหมั้น เลดี้ ไดอาน่า ไพลินที่นิยมกันมีอยู่ 2 สี คือ ไพลินสีน้ำเงิน (Blue Sapphire) และไพลินสีชมพู (Pink Sapphire) ไพลินมีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากสิ่งชั่วร้าย ป้องกันภัยอันตรายจากการเดินทาง สร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ และช่วยในการควบคุมตนเองได้อีกด้วย ไพลินเป็นพลอยครบรอบแต่งงานปีที่ 15
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
อัญมณีในทางโหราศาสตร์
การจัดเอาอัญมณีมาประจำดาวต่าง ๆ นั้น เราจะถือเอาดาวเพียง 9 ดวงเท่านั้น โดยยกเว้นดาวมฤตยู เพราะเป็นดาวแห่งภัยอาเพศ นอกจากนี้อัญมณีประจำดาวยังนับเป็นอัญมณีประจำวันได้อีกทางหนึ่งด้วยดังที่ได้มีบันทึกใน “คัมภีร์ปาริชาตชาดก” โดยพันเอก(พิเศษ)ประจวบ วัชรปาณ และ อ.เทพย์ สาริกบุตร โดยมีข้อความดังนี้ “ การจัดนพเคราะห์ ท่านกำหนดไว้ดังนี้ คือ ทับทิม เป็นรัตนของอาทิตย์ ไข่มุกขาวบริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ เป็นรัตนของจันทร์ พลอยปะการังแดง เป็นรัตนของอังคาร มรกต เป็นรัตนของพุธ บุษราคัม เป็นรัตนของพฤหัส เพชร เป็นรัตนของศุกร์ นิลกาฬหรือไพลิน เป็นรัตนของเสาร์โกเมนส้ม เป็นรัตนของราหู ไพฑูรย์หรือเพชรตาแมว เป็นรัตนของเกตุ”
สรุปก็คือ อัญมณีประจำดาวทั้ง 9 มีดังนี้.
1. พระอาทิตย์ หรือวันอาทิตย์ ทับทิม
2. พระจันทร์ หรือวันจันทร์ ไข่มุก
3. ดาวอังคาร หรือวันอังคาร ปะการังแดง
4. ดาวพุธ หรือวันพุธ มรกต
5. ดาวพฤหัส หรือวันพฤหัสบดี บุษราคัม
6. ดาวศุกร์ หรือวันศุกร์ เพชร
7. ดาวเสาร์ หรือวันเสาร์ นิลหรือไพลิน
8. ราหู หรือวันพุธกลางคืน เพทายสีส้มหรือโกเมนสีส้ม
9. ดาวเกตุ ไพฑูรย์หรือเพชรตาแมว
สำหรับอัญมณีประจำเดือนเกิด (Birth Stone) ซึ่งเป็นคติของทางตะวันตกและได้รับการรับรองจากสมาคมผู้ค้าปลีกอัญมณีแห่งชาติสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1912 มีดังนี้
1. มกราคม โกเมน
2. กุมภาพันธ์ อะมีธิสต์
3. มีนาคม อะคัวมารีน
4. เมษายน เพชร
5. พฤษภาคม มรกต
6. มิถุนายน ไข่มุก
7. กรกฎาคม ทับทิม
8. สิงหาคม เพอริโด
9. กันยายน ไพลิน
10. ตุลาคม โอปอ, ทัวมาลีน
11. พฤศจิกายน บุษราคัม
12. ธันวาคม เทอร์ควอยส์, โทปาซ
ในส่วนของอัญมณีประจำราศีนั้น เนื่องจากการนับราศีของทางตะวันตกกับทางตะวันออกต่างกัน ผู้เขียนจึงขอใช้หลักการเลือกอัญมณีตามราศีเกิดของท่านอาจารย์พูลหลวง ปรมาจารย์โหราศาสตร์ไทยผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งท่านได้กำหนดไว้ดังนี้ค่ะ
1. ราศีเมษ (15 เม.ย. – 14 พ.ค.) โกเมน
2. ราศีพฤษภ (15 พ.ค. – 14 มิ.ย.) เพอริโด หยก
3. ราศีเมถุน (15 มิ.ย. – 15 ก.ค.) อะมีธีสต์
4. ราศีกรกฎ (16 ก.ค. – 16 ส.ค.) เพชร ไข่มุก มุกดา
5. ราศีสิงห์ (17 ส.ค. – 15 ก.ย.) บุษราคัมสีส้ม
6. ราศีกันย์ (16 ก.ย. – 16 ต.ค.) มรกต
7. ราศีตุลย์ (17 ต.ค. – 16 พ.ย.) อะคัวมารีน ไพลิน
8. ราศีพิจิก (16 พ.ย. – 15 ธ.ค.) ทับทิมสีชมพูหรือสีม่วงแดง
9. ราศีธนู (16 ธ.ค. – 13 ม.ค.) บุษราคัม ซิทริน
10. ราศีมังกร (14 ม.ค. – 12 ก.พ.) นิล
11. ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. – 13 มี.ค.) ไพลินสีม่วง
12. ราศีมีน (14 มี.ค. – 14 เม.ย.) ทับทิม
ก่อนจะจบในตอนนี้ ผู้เขียนขออธิบายถึงความคลาดเคลื่อนของการนับราศีระหว่างตะวันตกกับทางตะวันออกเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ
การนับราศีนั้น ทั่วโลกจะนับเอาราศีเมษ (Aries) เป็นราศีแรกของปีหรือเรียกว่าราศีโลกก็ได้ เนื่องจากคนในสมัยก่อนมองเห็นดวงอาทิตย์เริ่มผ่านเส้นศูนย์สูตรจากทางใต้ขึ้นเหนือ ตรงบริเวณกลุ่มดาวราศีเมษ แต่เนื่องจากแกนของโลกเอียงทำให้การมองเห็นจุดเริ่มต้นของดวงอาทิตย์ไม่ตรงกันระหว่างประเทศในเขตร้อนกับประเทศในเขตหนาว ซึ่งจะสังเกตได้ว่าหน้าหนาว แกนของโลกด้านบนจะเอียงออกห่างจากดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรจะเป็นฤดูหนาว ขณะที่ประเทศใต้เส้นศูนย์สูตรจะเป็นฤดูร้อน จากนั้นแกนของโลกด้านบนจะเริ่มเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ เมื่อถึงวันที่ 21 มีนาคม แกนของโลกจะตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ทำให้เกิดวันที่กลางวันเท่ากับกลางคืน หรือที่เรียกว่า “วันวสันต์วิษุวัต (Vernal Equinox)” หลังจากนั้นแกนของโลกด้านบนจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศเหนือเส้นศูนย์สูตรเข้าสู่ฤดูร้อน จากนั้นแกนของโลกด้านเหนือจะเอียงออกจากดวงอาทิตย์จนกระทั่งถึงวันที่ 22 กันยายน แกนของโลกจะตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ ทำให้กลางวันเท่ากับกลางคืนอีกครั้ง เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ซึ่งการที่แกนของโลกเอียงนี่เองทำให้การมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นของประเทศในเขตร้อนกับประเทศในเขตหนาวไม่ตรงกันค่ะ
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
สรุปก็คือ อัญมณีประจำดาวทั้ง 9 มีดังนี้.
1. พระอาทิตย์ หรือวันอาทิตย์ ทับทิม
2. พระจันทร์ หรือวันจันทร์ ไข่มุก
3. ดาวอังคาร หรือวันอังคาร ปะการังแดง
4. ดาวพุธ หรือวันพุธ มรกต
5. ดาวพฤหัส หรือวันพฤหัสบดี บุษราคัม
6. ดาวศุกร์ หรือวันศุกร์ เพชร
7. ดาวเสาร์ หรือวันเสาร์ นิลหรือไพลิน
8. ราหู หรือวันพุธกลางคืน เพทายสีส้มหรือโกเมนสีส้ม
9. ดาวเกตุ ไพฑูรย์หรือเพชรตาแมว
สำหรับอัญมณีประจำเดือนเกิด (Birth Stone) ซึ่งเป็นคติของทางตะวันตกและได้รับการรับรองจากสมาคมผู้ค้าปลีกอัญมณีแห่งชาติสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1912 มีดังนี้
1. มกราคม โกเมน
2. กุมภาพันธ์ อะมีธิสต์
3. มีนาคม อะคัวมารีน
4. เมษายน เพชร
5. พฤษภาคม มรกต
6. มิถุนายน ไข่มุก
7. กรกฎาคม ทับทิม
8. สิงหาคม เพอริโด
9. กันยายน ไพลิน
10. ตุลาคม โอปอ, ทัวมาลีน
11. พฤศจิกายน บุษราคัม
12. ธันวาคม เทอร์ควอยส์, โทปาซ
ในส่วนของอัญมณีประจำราศีนั้น เนื่องจากการนับราศีของทางตะวันตกกับทางตะวันออกต่างกัน ผู้เขียนจึงขอใช้หลักการเลือกอัญมณีตามราศีเกิดของท่านอาจารย์พูลหลวง ปรมาจารย์โหราศาสตร์ไทยผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งท่านได้กำหนดไว้ดังนี้ค่ะ
1. ราศีเมษ (15 เม.ย. – 14 พ.ค.) โกเมน
2. ราศีพฤษภ (15 พ.ค. – 14 มิ.ย.) เพอริโด หยก
3. ราศีเมถุน (15 มิ.ย. – 15 ก.ค.) อะมีธีสต์
4. ราศีกรกฎ (16 ก.ค. – 16 ส.ค.) เพชร ไข่มุก มุกดา
5. ราศีสิงห์ (17 ส.ค. – 15 ก.ย.) บุษราคัมสีส้ม
6. ราศีกันย์ (16 ก.ย. – 16 ต.ค.) มรกต
7. ราศีตุลย์ (17 ต.ค. – 16 พ.ย.) อะคัวมารีน ไพลิน
8. ราศีพิจิก (16 พ.ย. – 15 ธ.ค.) ทับทิมสีชมพูหรือสีม่วงแดง
9. ราศีธนู (16 ธ.ค. – 13 ม.ค.) บุษราคัม ซิทริน
10. ราศีมังกร (14 ม.ค. – 12 ก.พ.) นิล
11. ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. – 13 มี.ค.) ไพลินสีม่วง
12. ราศีมีน (14 มี.ค. – 14 เม.ย.) ทับทิม
ก่อนจะจบในตอนนี้ ผู้เขียนขออธิบายถึงความคลาดเคลื่อนของการนับราศีระหว่างตะวันตกกับทางตะวันออกเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ
การนับราศีนั้น ทั่วโลกจะนับเอาราศีเมษ (Aries) เป็นราศีแรกของปีหรือเรียกว่าราศีโลกก็ได้ เนื่องจากคนในสมัยก่อนมองเห็นดวงอาทิตย์เริ่มผ่านเส้นศูนย์สูตรจากทางใต้ขึ้นเหนือ ตรงบริเวณกลุ่มดาวราศีเมษ แต่เนื่องจากแกนของโลกเอียงทำให้การมองเห็นจุดเริ่มต้นของดวงอาทิตย์ไม่ตรงกันระหว่างประเทศในเขตร้อนกับประเทศในเขตหนาว ซึ่งจะสังเกตได้ว่าหน้าหนาว แกนของโลกด้านบนจะเอียงออกห่างจากดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรจะเป็นฤดูหนาว ขณะที่ประเทศใต้เส้นศูนย์สูตรจะเป็นฤดูร้อน จากนั้นแกนของโลกด้านบนจะเริ่มเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ เมื่อถึงวันที่ 21 มีนาคม แกนของโลกจะตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ทำให้เกิดวันที่กลางวันเท่ากับกลางคืน หรือที่เรียกว่า “วันวสันต์วิษุวัต (Vernal Equinox)” หลังจากนั้นแกนของโลกด้านบนจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศเหนือเส้นศูนย์สูตรเข้าสู่ฤดูร้อน จากนั้นแกนของโลกด้านเหนือจะเอียงออกจากดวงอาทิตย์จนกระทั่งถึงวันที่ 22 กันยายน แกนของโลกจะตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ ทำให้กลางวันเท่ากับกลางคืนอีกครั้ง เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ซึ่งการที่แกนของโลกเอียงนี่เองทำให้การมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นของประเทศในเขตร้อนกับประเทศในเขตหนาวไม่ตรงกันค่ะ
ที่มา : http://www.banhonethai.com/
Monday, 11 December 2006
สาว 12 ราศีกับอัญมณี
สาวๆ ราศีเมษ (14 เม.ย.-13 พ.ค.)
อัญมณีที่เหมาะสมคือ "มรกต" สีเขียวสดใส เชื่อกันว่าเป็นอัญมณีที่นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุข เกียรติยศ ชื่อเสียง และโชคลาภ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการคลายความเครียด โดยกำมรกตไว้ในมือสักครู่หนึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
สาวๆ ราศีพฤษภ (14 พ.ค.-13 มิ.ย.)
ลองหา "หยก" มาสร้างเสน่ห์กันดู เชื่อกันว่าหยกเป็นหินที่นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและช่วยให้อายุยืนอีกด้วย นอกจากนั้นยังช่วยทำความสะอาดทางเดินหายใจ การไหลเวียนของโลหิตไม่ติดขัด โดยนำหยกไปแช่ในน้ำแล้วนำน้ำนั้นมาดื่มหรือสวมใส่เป็นเครื่องประดับติดตัวจะเหมาะมาก
สาวๆ ราศีมิถุน (14 มิ.ย.-13 ก.ค.)
"มุกดาหาร" คืออัญมณีสำหรับคุณ เป็นหินที่อยู่ในอัญมณีชุดนพเก้าของไทยเชื่อกันว่า มันจะสว่างสดใสขึ้นเมื่อวันพระจันทร์เต็มดวง จึงได้ชื่อว่า มูนสโตน ถือเป็นหินที่เสริมสิริมงคลให้กับผู้สวมใส่อีกชนิดหนึ่ง นอกจากใช้เป็นเครื่องประดับหรือให้เป็นของขวัญสำหรับคนรักแล้ว หากกำไว้ในมือขณะมีปัญหาหรือเกิดอาการเกี่ยวกับโรคต่อมต่างๆ จะช่วยให้บรรเทาเบาบางลงได้
สาวๆ ราศีกรกฎ (14 ก.ค.-13 ส.ค.)
อัญมณีประจำกายก็คือ "อำพัน" สีเหลืองใส ที่มีคุณสมบัติในการปกป้องคุ้มครองสูงมากอีกชนิดหนึ่ง ใช้เป็นเครื่องรางของขลังได้ เป็นหินที่นำมาซึ่งพลังแห่งความมีชีวิตชีวา สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดให้ร่างกายสดใส กระปรี้กระเปร่า อีกทั้งเชื่อกันว่าหากนำอำพันมาถูหน้าหรือผิวจะทำให้บริเวณนั้นสวยสดใสดั่งลูบไล้ด้วยน้ำผึ้งยังไงยังงั้น
สาวๆ ราศีสิงห์ (14 ส.ค.-13 ก.ย.)
ต้องเลือก "เพริดอต" หรือเขียวส่อง เป็นของคู่กาย มันจะนำพาพลังแห่งการสร้างสรรค์ และการมีโลกทัศน์ที่ดีและการมีจิตใจสงบ ชำระล้างอารมณ์ขุ่นมัวให้ใสสะอาด ลองพกติดตัวหรือใส่เป็นเครื่องประดับรับรองความมั่นใจและเรื่องวุ่นวายที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ต้อง สงบลงแน่นอน
สาวๆ ราศีกันย์ (14 ก.ย.-13 ต.ค.)
สาวๆ ราศีนี้ "โมราสีแดง" คืออัญมณีสำหรับคุณ เพราะเหมาะกับคนที่มีจิตใจสับสนขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง มีพลังผลักดันให้เกิดความสนุกสนาน ช่วยในเรื่องของการทำสมาธิ กระตุ้นจิตใจให้เกิดความกล้าหาญ
สาวๆ ราศีตุลย์ (14 ต.ค.-13 พ.ย.)
อัญมณีที่เหมาะ คือ "โอปอล" เป็นอัญมณีที่แปลกกว่าหินอื่นๆ เพราะมีลายเหลือบอยู่ข้างในคล้ายสีรุ้งจึงทำให้เแปลกตาและมีพลังแห่งการบำบัดสูงขึ้นอีกด้วย ลองสวมใส่เป็นสร้อยคอหรือทำเป็นเครื่องประดับผมจะช่วยรักษารากผมให้แข็งแรง ผมดำเงางาม ไม่เป็นหงอกก่อนวัย กลัดเป็นเข็มกลัดหน้าอกไว้ ช่วยให้ปอดดีขึ้น
สาวๆ ราศีพิจิก (14 พ.ย.-13 ธ.ค.)
คุณมีอัญมณีประจำกายคือ "บุษราคัม" เป็นอีกหนึ่งที่อยู่ในชุดนพเก้าของไทย เชื่อกันว่าสามารถเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่และนำมาซึ่งความร่ำรวย ถ้าใส่ไว้ใต้หมอนขณะหลับวางไว้บนโต๊ะทำงานจะช่วยสร้างพลังให้กับร่างกาย หรือดื่มน้ำแช่บุษราคัมขณะกำลังรู้สึกว่าจะเป็นหวัดจะดีนักแล
สาวๆ ราศีธนู (14 ธ.ค.-13 ม.ค.)
ราศีธนู "เทอร์ควอยซ์" คืออัญมณีนำโชคสำหรับคุณ ชาวอินเดียนแดงเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้า เป็นดั่งลมหายใจของชีวิตและจิตวิญญาณ มีพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ หากสวมเป็นสร้อยคอหรือห้อยเป็นจี้ในวันที่รู้สึกประหม่า เกิดอาการกลัวหากต้องพูดต่อหน้าสาธารณะใช้เป็นเครื่องประดับติดตัวได้หลายชนิดเพื่อช่วยใน การสร้างจิตสำนึก สติ และพลังให้ตัวคุณเอง
สาวๆ ราศีมังกร (14 ม.ค.-13 ก.พ.)
อัญมณีที่เหมาะสมนั้นคือ "เพชร" เพราะเพชรเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์และมั่นคง มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการป้องกันไม่ให้เกิดภยันตรายใดๆ และในยามที่คุณหมดหวังต้องการกำลังใจอย่างเร่งด่วน ลองนำเพชรมาวางไว้ที่หัวใจจะช่วยได้มากเลยทีเดียว
สาวๆ ราศีกุมภ์ (14 ก.พ.-13 มี.ค.)
"อเมทิสต์" คืออัญมณีที่เหมาะเหม็งที่สุด ด้วยเจ้าหินสีม่วงนี้มีพลังในการบำบัดสูงมาก ทั้งยังปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี หากนำมาวางไว้ใต้หมอนจะช่วยให้หลับสบายขึ้นเป็นกอง ส่วนใครที่ปวดศีรษะอยู่บ่อยๆ นำอเมทิสต์วางไว้กลางหน้าผากก็จะช่วยให้คลายอาการลงได้ แถมยังช่วยให้การฝึกสมาธิดีขึ้นด้วย
สาวๆ ราศีมีน (14 มี.ค.-13 เม.ย.)
"อความารีน" คืออัญมณีสร้างมนต์เสน่ห์สำหรับคุณ เนื่องด้วยเป็นพลอยสีฟ้าน้ำทะเล ความเยือกเย็นจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญ คลายความเร่าร้อน ทุรนทุรายในจิตใจ หรือพกติดตัวในยามเดินทางสามารถบรรเทาอาการมึนเมาหรืออุบัติภัยได้
ที่มา : http://www.pooyingnaka.com/
อัญมณีที่เหมาะสมคือ "มรกต" สีเขียวสดใส เชื่อกันว่าเป็นอัญมณีที่นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุข เกียรติยศ ชื่อเสียง และโชคลาภ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการคลายความเครียด โดยกำมรกตไว้ในมือสักครู่หนึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
สาวๆ ราศีพฤษภ (14 พ.ค.-13 มิ.ย.)
ลองหา "หยก" มาสร้างเสน่ห์กันดู เชื่อกันว่าหยกเป็นหินที่นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและช่วยให้อายุยืนอีกด้วย นอกจากนั้นยังช่วยทำความสะอาดทางเดินหายใจ การไหลเวียนของโลหิตไม่ติดขัด โดยนำหยกไปแช่ในน้ำแล้วนำน้ำนั้นมาดื่มหรือสวมใส่เป็นเครื่องประดับติดตัวจะเหมาะมาก
สาวๆ ราศีมิถุน (14 มิ.ย.-13 ก.ค.)
"มุกดาหาร" คืออัญมณีสำหรับคุณ เป็นหินที่อยู่ในอัญมณีชุดนพเก้าของไทยเชื่อกันว่า มันจะสว่างสดใสขึ้นเมื่อวันพระจันทร์เต็มดวง จึงได้ชื่อว่า มูนสโตน ถือเป็นหินที่เสริมสิริมงคลให้กับผู้สวมใส่อีกชนิดหนึ่ง นอกจากใช้เป็นเครื่องประดับหรือให้เป็นของขวัญสำหรับคนรักแล้ว หากกำไว้ในมือขณะมีปัญหาหรือเกิดอาการเกี่ยวกับโรคต่อมต่างๆ จะช่วยให้บรรเทาเบาบางลงได้
สาวๆ ราศีกรกฎ (14 ก.ค.-13 ส.ค.)
อัญมณีประจำกายก็คือ "อำพัน" สีเหลืองใส ที่มีคุณสมบัติในการปกป้องคุ้มครองสูงมากอีกชนิดหนึ่ง ใช้เป็นเครื่องรางของขลังได้ เป็นหินที่นำมาซึ่งพลังแห่งความมีชีวิตชีวา สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดให้ร่างกายสดใส กระปรี้กระเปร่า อีกทั้งเชื่อกันว่าหากนำอำพันมาถูหน้าหรือผิวจะทำให้บริเวณนั้นสวยสดใสดั่งลูบไล้ด้วยน้ำผึ้งยังไงยังงั้น
สาวๆ ราศีสิงห์ (14 ส.ค.-13 ก.ย.)
ต้องเลือก "เพริดอต" หรือเขียวส่อง เป็นของคู่กาย มันจะนำพาพลังแห่งการสร้างสรรค์ และการมีโลกทัศน์ที่ดีและการมีจิตใจสงบ ชำระล้างอารมณ์ขุ่นมัวให้ใสสะอาด ลองพกติดตัวหรือใส่เป็นเครื่องประดับรับรองความมั่นใจและเรื่องวุ่นวายที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ต้อง สงบลงแน่นอน
สาวๆ ราศีกันย์ (14 ก.ย.-13 ต.ค.)
สาวๆ ราศีนี้ "โมราสีแดง" คืออัญมณีสำหรับคุณ เพราะเหมาะกับคนที่มีจิตใจสับสนขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง มีพลังผลักดันให้เกิดความสนุกสนาน ช่วยในเรื่องของการทำสมาธิ กระตุ้นจิตใจให้เกิดความกล้าหาญ
สาวๆ ราศีตุลย์ (14 ต.ค.-13 พ.ย.)
อัญมณีที่เหมาะ คือ "โอปอล" เป็นอัญมณีที่แปลกกว่าหินอื่นๆ เพราะมีลายเหลือบอยู่ข้างในคล้ายสีรุ้งจึงทำให้เแปลกตาและมีพลังแห่งการบำบัดสูงขึ้นอีกด้วย ลองสวมใส่เป็นสร้อยคอหรือทำเป็นเครื่องประดับผมจะช่วยรักษารากผมให้แข็งแรง ผมดำเงางาม ไม่เป็นหงอกก่อนวัย กลัดเป็นเข็มกลัดหน้าอกไว้ ช่วยให้ปอดดีขึ้น
สาวๆ ราศีพิจิก (14 พ.ย.-13 ธ.ค.)
คุณมีอัญมณีประจำกายคือ "บุษราคัม" เป็นอีกหนึ่งที่อยู่ในชุดนพเก้าของไทย เชื่อกันว่าสามารถเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่และนำมาซึ่งความร่ำรวย ถ้าใส่ไว้ใต้หมอนขณะหลับวางไว้บนโต๊ะทำงานจะช่วยสร้างพลังให้กับร่างกาย หรือดื่มน้ำแช่บุษราคัมขณะกำลังรู้สึกว่าจะเป็นหวัดจะดีนักแล
สาวๆ ราศีธนู (14 ธ.ค.-13 ม.ค.)
ราศีธนู "เทอร์ควอยซ์" คืออัญมณีนำโชคสำหรับคุณ ชาวอินเดียนแดงเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้า เป็นดั่งลมหายใจของชีวิตและจิตวิญญาณ มีพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ หากสวมเป็นสร้อยคอหรือห้อยเป็นจี้ในวันที่รู้สึกประหม่า เกิดอาการกลัวหากต้องพูดต่อหน้าสาธารณะใช้เป็นเครื่องประดับติดตัวได้หลายชนิดเพื่อช่วยใน การสร้างจิตสำนึก สติ และพลังให้ตัวคุณเอง
สาวๆ ราศีมังกร (14 ม.ค.-13 ก.พ.)
อัญมณีที่เหมาะสมนั้นคือ "เพชร" เพราะเพชรเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์และมั่นคง มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการป้องกันไม่ให้เกิดภยันตรายใดๆ และในยามที่คุณหมดหวังต้องการกำลังใจอย่างเร่งด่วน ลองนำเพชรมาวางไว้ที่หัวใจจะช่วยได้มากเลยทีเดียว
สาวๆ ราศีกุมภ์ (14 ก.พ.-13 มี.ค.)
"อเมทิสต์" คืออัญมณีที่เหมาะเหม็งที่สุด ด้วยเจ้าหินสีม่วงนี้มีพลังในการบำบัดสูงมาก ทั้งยังปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี หากนำมาวางไว้ใต้หมอนจะช่วยให้หลับสบายขึ้นเป็นกอง ส่วนใครที่ปวดศีรษะอยู่บ่อยๆ นำอเมทิสต์วางไว้กลางหน้าผากก็จะช่วยให้คลายอาการลงได้ แถมยังช่วยให้การฝึกสมาธิดีขึ้นด้วย
สาวๆ ราศีมีน (14 มี.ค.-13 เม.ย.)
"อความารีน" คืออัญมณีสร้างมนต์เสน่ห์สำหรับคุณ เนื่องด้วยเป็นพลอยสีฟ้าน้ำทะเล ความเยือกเย็นจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญ คลายความเร่าร้อน ทุรนทุรายในจิตใจ หรือพกติดตัวในยามเดินทางสามารถบรรเทาอาการมึนเมาหรืออุบัติภัยได้
ที่มา : http://www.pooyingnaka.com/
หินและคริสตัล
- ประเภทและคุณสมบัติของ "มาสเตอร์ คริสตัล"
- การบำบัดโรคด้วยหินสี
- ทฤษฎีแห่งรัตนชาติบำบัด
- รูปทรงของหินกับพลังบำบัด
- ชนิดของโรคและชนิดของหินสี
- แนวทางในการใช้พลังหินบำบัด
- วิธีการชำระล้างหินให้บริสุทธิ์
- หินสีกับความเชื่อ
- ศูนย์กลางแห่งพลัง
- วิธีการเลือกและเก็บอัญมณี
ทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน http://www.stonelover.com
หินทิเบต ศิลาแห่งเงินตรานำโชค
ลายเส้นโค้งมน ขีดตรง ขีดเฉียง วงกลมทึบ วงกลมโปร่ง สลักลายตรึงลงไปในเนื้อหินแต่ละก้อนที่ถูกเรียงร้อยออกมาเป็นเครื่องประดับ ทั้งกำไล สร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า สร้อยคอ นอกจากความสวยงามที่เปล่งประกายจากความแวววาวของหินแล้ว เครื่องประดับหินจากประเทศ "ทิเบต" เหล่านี้ยังมีความเชื่อแฝงว่าเป็น "หินนำโชค" นำพาสิ่งดีๆ ตลอดจนสุขภาพแข็งแรงมายังผู้เป็นเจ้าของ
แปรหินเป็นเงิน
หินทิเบต (DZI) เป็นหินภูเขาไฟ ถูกขุดพบจากเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยโบราณใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ เทียบเท่ากับเงินพดด้วงเบี้ยหอย ค่าเงินของไทยในอดีตก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงมาเป็นเงินหรือธนบัตรรูปแบบต่างๆที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
โซ ชุน เฮง ( Sho choon heng) ชายชาวจีนผู้นำเข้าเครื่องประดับจากหินทิเบตและเป็นเจ้าของร้าน DZI BEADS บนชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้ามาบุญครองอธิบายวิธีการแกะลายแบบดั้งเดิม ใช้วิธีการนำก้อนหินมาแกะลวดลาย หยอดยางไม้ลงไปในเนื้อหินที่ถูกแกะออกไป นำไปเผาใช้เวลา 1 วัน 20 กว่าชั่วโมง จากนั้นเอาออกมาพักให้เย็นจึงเจาะรู
ปัจจุบัน หินทิเบตที่มีความเก่าแก่หลายพันปียังสามารถนำไปใช้ซื้อของได้ "เป็นเงินใช้ในทิเบตเมื่อประมาณ 4000 กว่าปีมาแล้ว ตอนนี้หินยิ่งเก่ายิ่งแก่ ราคายิ่งสูงยังใช้เป็นเงินซื้อที่ดิน บ้าน รถ" สังเกตหินที่มีอายุเก่าแก่ด้วยการดูลาย "หินเก่าเป็นพัน-2พันปีราคาเป็นแสนเป็นล้าน หายาก พอหาได้คนมักเก็บไว้เองไม่เอาออก มาขาย หินเก่าเปรียบเหมือนผิวหน้าของเด็กไม่มีตีนกา หินใหม่ก็เหมือนกันจะมีความเรียบเงา ส่วนหินเก่ามีลายแตก ยิ่งมีอายุมากยิ่งเก่ามากลายก็จะยิ่งเยอะ"
หินทิเบตมี 4 ชนิด ได้แก่ หินสีแดงซึ่งอยู่ลึกที่สุดของภูเขา ขณะเดียวกันก็มีค่าพลังวัตรและมีมูลค่ามากที่สุด มีความเชื่อในเรื่องโชคลางความร่ำรวย "คนที่จะมีหินสีนี้ได้ต้องเป็นเศรษฐีเท่านั้น เปรียบเสมือนคนรวยในเมืองไทยชอบทอง" นอกจากหินสีแดง ยังมีหินสีดำ หินสีดำขาว และหินสีขาวหรือสีใสซึ่งอยู่ชั้นนอกสุดที่ระดับความลึกประมาณ 2-3 เมตร
หินที่นำมาใช้แทนเงินจะมีการทำสัญลักษณ์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการนำไปใช้แลกเปลี่ยน เช่น หิน 1 ตา มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญ หิน 2 ตาก็มีค่าเท่ากับ 2 เหรียญ และมีค่ามากที่สุดถึงหลักหมื่น เรียกว่าหินหมื่นตา โดยประดิษฐ์สัญลักษณ์บนเนื้อหินขึ้นมาใหม่ ซึ่งสัญลักษณ์นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ เช่นเป็นรูปใบไม้ ฯลฯ หรืออาจจะมีการแกะลายพิเศษ เช่นเป็นรูปตัว S ให้มีค่าเป็นพัน หรือหมื่น
"หินทิเบตเป็นหินมีตา เรียกว่าตาฟ้า"จากการเล่าของเปรม วังภูสิทธิ์ ผู้จัดการร้านช่วยขยายเรื่องของหินทิเบตต่อไปว่าในการกำหนดสัญลักษณ์บนเนื้อหินแต่ละก้อนทำได้โดยการวัดระดับพลังของหินว่ามีพลังเพียงพอหรือไม่ "ดูคุณสมบัติของหินว่ามีค่าพลังเท่าไร ถ้ามีพลังวัตรมากก็สามารถนำไปทำหินที่มีหลายตาได้ หินบางชิ้นทำเป็นหินมีค่า 10 ตาไม่ได้เพราะพลังไม่ถึง"
เปรมเล่าต่อไปว่า เคยมีช่างทำเครื่องประดับชาวญี่ปุ่นได้นำหินจากทิเบตไปตรวจสอบคุณสมบัติด้วยเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่ามีคุณสมบัติ 14 อย่างเหมือนกับหินบนดาวอังคาร หินทิเบตมีความแข็งประมาณ 7-8.5 "หินทิเบตมีค่าพลังวัตรมาก หินทิเบตเป็นน้ำในภูเขาไฟมาก่อน ในเนื้อหินมีสารแมงกานีส แมกนีเซียม ตามความเชื่อโบราณว่ากันว่าสามารถช่วยรักษาสุขภาพ เมื่อรู้สึกเจ็บคอแขวนหินไว้ที่คอแล้วจะช่วยให้คลายอาการเจ็บคอได้ ช่วยเรื่องโชคลาภ ความสำเร็จทางการเงิน การงาน ชีวิตและความรัก"
หินทิเบตผ่านการปลุกเสกจากพระลามะก่อนนำไปใช้ "หินทิเบตมีความงดงามมาก โดยเฉพาะที่ได้มาจากเทือกเขาหิมาลัย หินพวกนี้ผ่านการปลุกเสกก่อนที่จะนำมาจำหน่าย หินทิเบตจึงเป็นหินที่มีพลังและสามารถขับไล่วิญญาณร้าย นำพาความร่ำรวยและสุขภาพที่สมบูรณ์ ยิ่งสวมใส่นานเท่าใดพลังก็จะยิ่งมากเท่านั้น"
โซ ชุน เฮงอธิบาย
จากค่าเงิน สู่เครื่องประดับนำโชค
ลวดลายบนเนื้อหินมีลักษณะแตกต่างกัน เชื่อว่ามีพลังต่างกัน ความหมายก็แตกต่างกันด้วย หินที่ทำสัญลักษณ์เป็นตานั้นมีตั้งแต่หิน 1 ตา – 108 ตา ถ้าเป็นหินหนึ่งตาเชื่อว่าเป็นหินชี้นำความสว่างไสว เพิ่มพูนสติปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาด ผู้มีหินนี้ไว้ในครอบครองจะได้พบกับความสำเร็จตามใจปรารถนา หินสองตาสื่อถึงคู่รักที่มีความรักใคร่สนิทสนมกัน เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่ครอบครองเป็นผู้ที่ได้รับความนับหน้าถือตาในแวดวงสังคม และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
หินสามตา เปรียบเหมือนเทพ ฮก ลก ซิ่ว นำความสิริมงคลแก่ครอบครัว มีเทพเจ้าแห่งโชคลาภคอยดูแล นำมาซึ่งความร่ำรวย ขณะที่หินสี่ตากล่าวถึงพระโพธิสัตว์ 4 ทิศคอยช่วยให้ประสบความสุข ได้รับแต่สิ่งดีงาม และรอดพ้นจากความชั่วร้าย
หินห้าตาเป็นหินเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวและมั่งคั่ง ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าปีติยินดี หินหกตาเชื่อว่าหากมีไว้ในครอบครองจะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ธุรกิจประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
หินเจ็ดตาเชื่อว่าจะทำให้กิจการมั่งคั่งเต็มไปด้วยโภคทรัพย์ มีบุพเพสันนิวาสและร่างกายแข็งแรง คบค้าสมาคมราบรื่นไปด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าเป็นหินแปดตาเชื่อว่าจะช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ค้ำจุน
หินเก้าตาเชื่อว่าจะช่วยให้ทำการสิ่งใดได้รับแต่โอกาสที่ดี มีชื่อเสียงอำนาจและบารมีดังกึกก้องได้รับผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด หินสิบตาเชื่อว่าช่วยให้ทำการสิ่งใดก็ได้รับความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้รับความนับหน้าถือตาในแวดวงสังคม อุปสรรคต่างๆถูกปัดเป่าไป
นอกจากนี้ ยังมีหินสัญลักษณ์และความหมายอื่นเช่นหินพระโพธิ์ เชื่อว่าจะช่วยขจัดภัยพิบัติมีชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยต่างๆ หินฟ้าดิน เชื่อว่าช่วยขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้ายต่างๆออกไป ตลอดจนหลุดพ้นจากฐานะต่ำต้อย หินกระดองเต่าเชื่อว่าทำให้มีอายุวัฒนะ ช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้สูญสิ้น หลุดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง หินสิริมงคลเชื่อว่านำมาซึ่งความเพียบพร้อมทั้งความสุขทั้งทางกายและทางใจ และชีวิตที่ยืนยาวเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจและเงินตรา หินผู้สูงศักดิ์เชื่อว่าจะมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนและช่วยขจัดภัยพิบัติ หินบัวนำเชื่อว่าทำให้ผู้ครอบครองมีจิตใจที่บริสุทธิ์โอบอ้อมอารี มีแล้วอยู่เย็นเป็นสุขนำมาซึ่งความพึ่งพอใจดั่งที่ใจปรารถนา หินนกอินทรีย์เชื่อว่าช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ มีอนาคตที่ยาวไกล กิจการรุ่งเรือง
หินเขี้ยวเสือเชื่อว่าช่วยให้หลุดพ้นจากเคราะห์ร้ายต่างๆ มีจิตใจที่แข็งแกร่งและทรหดดั่งภูผา สุขภาพแข็งแรง หินดาวเชื่อว่าช่วยเสริมรากฐาน ฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น ปราศโรคภัย หินภูเขาเชื่อว่าช่วยให้จิตใจแข็งแกร่งและทรหดดั่งภูผา ปราศจากความกลัวต่อปัญหาที่รุมเร้า และมีจิตใจมุ่งมั่นต่อสู้ปัญหาต่างๆอย่างกล้าหาญ หินแก้วล้ำค่าเชื่อว่านำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและเงินทอง ช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวและประสบความสำเร็จในธุรกิจการค้า หินพระโพธิสัตว์กวนอิมเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้มีไว้ครอบครองได้รับความคุ้มครองจากพระโพธิสัตว์กวนอิม และช่วยขจัดภัยพิบัติ เป็นต้น
ความเชื่อเป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล ของบางอย่างบางคนมองว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผลงมงาย ตรงข้ามคนอีกกลุ่มที่ได้สัมผัสพบเจอกับตัวกลายเป็นความเชื่อมั่น อย่าง โซ ชุน เฮง เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเจ็บป่วยบ่อย ภายหลังพอสวมใส่หินทิเบตก็ไม่ค่อยเจ็บป่วยและทำให้พบเจอแต่สิ่งดีมาตลอด กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หันมาทำธุรกิจหินจากทิเบต
"ตอนอยู่มณฑลเจียงซู ประเทศจีน ได้รับหินทิเบต 3 ตาจากพระลามะ หลังจากสวมใส่แล้วก็เจอแต่โชคดี สุขภาพดีมาตลอด ถูกลอตเตอรี่บ่อย จนพบลามะองค์นี้อีกครั้ง ท่านบอกว่า ถ้าชอบทำไมไม่หาให้ทุกคนได้ใส่ได้ใช้จะได้โชคดีกันทุกคน จึงได้ไปทิเบต สร้างโรงงานผลิตหินขายในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง ยุโรป อิตาลี ออสเตรีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ แคนาดา เพิ่งเข้ามาเมืองไทยได้ 2-3 ปี ตอนแรกยังไม่เป็นที่รู้จัก ตอนนี้พอรู้จัก"
ลวดลายสวยงามบนเนื้อหินนอกจากจะมีความหมายแตกต่างกันแล้ว ยังมีความเชื่อตัวหินทิเบตมีพลังสามารถขับไล่วิญญาณร้าย และนำพาความร่ำรวยตลอดจนเชื่อว่าหินจะไปช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนกระแสโลหิต ก่อให้เกิดสุขพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงมาสู่ผู้ครอบครองอีกด้วย ยิ่งสวมใส่นานเท่าไร พลังแม่เหล็กจะยิ่งแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันลวดลายของหินก็จะเปล่งประกายและเรียบสวยมากยิ่งขึ้น
นอกจากความเชื่อว่าหินทิเบตช่วยให้สุขภาพดีปลอดภัย ยังกลายเป็นแฟชั่นเครื่องประดับ "ดาราฮ่องกง หลิวเต๋อหัว เฉินหลง เจ็ตลี เอฟโฟร์ ดูแล้วเป็นของมีราคา ใส่แล้วสวยทุกๆคนเชื่อใส่แล้วรู้สึกดี ดี ลูกค้าซื้อไปสุขภาพดี ถูกหวย กลับมาบอกว่าใส่แล้วเป็นอย่างไร"
"หิน 9 ตาขายดีที่สุด ใส่แล้วมีกำลังใจทำอะไรก็ดี วัยรุ่นใส่เป็นแฟชั่นซื้อหินใหม่ คนทำธุรกิจซื้อหินเก่าพลังแรงกว่าช่วยได้เยอะกว่า ผู้ใหญ่จะนิยมหินกระดองเต่าเชื่อว่าทำให้มีสุขภาพดีชีวิตยืนยาว หินเกี่ยวเงินเกี่ยวทอง ใส่แล้วโชคดีได้ตังค์ ถ้าเป็นวัยรุ่นจะแนะนำว่า หิน 7 ตาดีที่สุดช่วยให้มีกำลังใจเรียนหนังสือ บุพเพสันนิวาสร่างกายแข็ง ถ้าเป็นคนต่างชาติชอบของแปลกซื้อทุกลาย ราคาตั้งแต่ 50 บาทถึงหลักแสน หลักล้าน"
เครื่องประดับหินทิเบตสามารถเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา"ใส่ไปนานๆหินทิเบตสามารถเปลี่ยนสี จากสีขาวมาเป็นสีแดง แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดหมูหรือสีแดงดำ ถ้าเป็นสีแดงก็จะยิ่งแดงขึ้น ลายยิ่งชัด" เปรมเสริมต่อไปว่า เฉดสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ "สีแดง" สีแดงขายดีที่สุด เพราะมีพลังเยอะที่สุด รองลงมาเป็นสีแดงดำ สีดำ สีดำขาว และสีขาวใส"
เมื่อเป็นที่รู้จักและกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นจึงมีการทำของเลียนแบบขึ้นมา โซ ชุน เฮง แนะวิธีการสังเกตหินทิเบตของแท้ว่า "ของแท้เวลาจับจะรู้สึกเย็น นำไปเผาไฟไม่ไหม้ เวลากระทบกันดังเป็นเสียงหิน ของปลอมทำจากพลาสติก ไม้ เซรามิกแก้ว ตอนนี้ของปลอมทำที่ไต้หวันเยอะ ทำเป็นกลมๆเขียนลายเอาไปเผาออกมาขาย ถ้าเป็นหินเก่าตอนนี้หายากมีราคา ใครที่มีมักเก็บในธนาคาร"
จากประสบการณ์ที่ประจักษ์กับตัวเอง โซ ชุน เฮงเปิดใจถึงความเชื่อแห่งหินนำโชค "ไม่ต้องทำอะไรก็โชดดี แปลกจริงๆ ถือเป็นหินโชคดี ลักกี้สโตน ใส่แล้วโชคดี ไม่รู้ว่าทำไม บางคนใส่แล้วสบายใจใส่แล้วทำอะไรก็ยิ่งดี" ทั้งนี้เขาพูดทิ้งท้ายเสริมว่า"
และถ้าขยันก็ยิ่งดี
"อิทธิพลความเชื่อ มนตราแห่งหินก่อให้ความกำลังใจที่เข้มแข็งมีพลังในการทำการใดก็ตาม กลายเป็นความสำเร็จ แต่หากบุคคลผู้ครอบครองไม่มีความขยันขันแข็ง รอเพียงปาฏิหาริย์แห่งหินนำโชคเพียงอย่างเดียวแล้ว มนตราแห่งหินย่อมไม่บังเกิดผลตามความเชื่อทุกครั้งไป
ที่มา: http://www.siam-handicrafts.com/
แปรหินเป็นเงิน
หินทิเบต (DZI) เป็นหินภูเขาไฟ ถูกขุดพบจากเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยโบราณใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ เทียบเท่ากับเงินพดด้วงเบี้ยหอย ค่าเงินของไทยในอดีตก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงมาเป็นเงินหรือธนบัตรรูปแบบต่างๆที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
โซ ชุน เฮง ( Sho choon heng) ชายชาวจีนผู้นำเข้าเครื่องประดับจากหินทิเบตและเป็นเจ้าของร้าน DZI BEADS บนชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้ามาบุญครองอธิบายวิธีการแกะลายแบบดั้งเดิม ใช้วิธีการนำก้อนหินมาแกะลวดลาย หยอดยางไม้ลงไปในเนื้อหินที่ถูกแกะออกไป นำไปเผาใช้เวลา 1 วัน 20 กว่าชั่วโมง จากนั้นเอาออกมาพักให้เย็นจึงเจาะรู
ปัจจุบัน หินทิเบตที่มีความเก่าแก่หลายพันปียังสามารถนำไปใช้ซื้อของได้ "เป็นเงินใช้ในทิเบตเมื่อประมาณ 4000 กว่าปีมาแล้ว ตอนนี้หินยิ่งเก่ายิ่งแก่ ราคายิ่งสูงยังใช้เป็นเงินซื้อที่ดิน บ้าน รถ" สังเกตหินที่มีอายุเก่าแก่ด้วยการดูลาย "หินเก่าเป็นพัน-2พันปีราคาเป็นแสนเป็นล้าน หายาก พอหาได้คนมักเก็บไว้เองไม่เอาออก มาขาย หินเก่าเปรียบเหมือนผิวหน้าของเด็กไม่มีตีนกา หินใหม่ก็เหมือนกันจะมีความเรียบเงา ส่วนหินเก่ามีลายแตก ยิ่งมีอายุมากยิ่งเก่ามากลายก็จะยิ่งเยอะ"
หินทิเบตมี 4 ชนิด ได้แก่ หินสีแดงซึ่งอยู่ลึกที่สุดของภูเขา ขณะเดียวกันก็มีค่าพลังวัตรและมีมูลค่ามากที่สุด มีความเชื่อในเรื่องโชคลางความร่ำรวย "คนที่จะมีหินสีนี้ได้ต้องเป็นเศรษฐีเท่านั้น เปรียบเสมือนคนรวยในเมืองไทยชอบทอง" นอกจากหินสีแดง ยังมีหินสีดำ หินสีดำขาว และหินสีขาวหรือสีใสซึ่งอยู่ชั้นนอกสุดที่ระดับความลึกประมาณ 2-3 เมตร
หินที่นำมาใช้แทนเงินจะมีการทำสัญลักษณ์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการนำไปใช้แลกเปลี่ยน เช่น หิน 1 ตา มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญ หิน 2 ตาก็มีค่าเท่ากับ 2 เหรียญ และมีค่ามากที่สุดถึงหลักหมื่น เรียกว่าหินหมื่นตา โดยประดิษฐ์สัญลักษณ์บนเนื้อหินขึ้นมาใหม่ ซึ่งสัญลักษณ์นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ เช่นเป็นรูปใบไม้ ฯลฯ หรืออาจจะมีการแกะลายพิเศษ เช่นเป็นรูปตัว S ให้มีค่าเป็นพัน หรือหมื่น
"หินทิเบตเป็นหินมีตา เรียกว่าตาฟ้า"จากการเล่าของเปรม วังภูสิทธิ์ ผู้จัดการร้านช่วยขยายเรื่องของหินทิเบตต่อไปว่าในการกำหนดสัญลักษณ์บนเนื้อหินแต่ละก้อนทำได้โดยการวัดระดับพลังของหินว่ามีพลังเพียงพอหรือไม่ "ดูคุณสมบัติของหินว่ามีค่าพลังเท่าไร ถ้ามีพลังวัตรมากก็สามารถนำไปทำหินที่มีหลายตาได้ หินบางชิ้นทำเป็นหินมีค่า 10 ตาไม่ได้เพราะพลังไม่ถึง"
เปรมเล่าต่อไปว่า เคยมีช่างทำเครื่องประดับชาวญี่ปุ่นได้นำหินจากทิเบตไปตรวจสอบคุณสมบัติด้วยเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่ามีคุณสมบัติ 14 อย่างเหมือนกับหินบนดาวอังคาร หินทิเบตมีความแข็งประมาณ 7-8.5 "หินทิเบตมีค่าพลังวัตรมาก หินทิเบตเป็นน้ำในภูเขาไฟมาก่อน ในเนื้อหินมีสารแมงกานีส แมกนีเซียม ตามความเชื่อโบราณว่ากันว่าสามารถช่วยรักษาสุขภาพ เมื่อรู้สึกเจ็บคอแขวนหินไว้ที่คอแล้วจะช่วยให้คลายอาการเจ็บคอได้ ช่วยเรื่องโชคลาภ ความสำเร็จทางการเงิน การงาน ชีวิตและความรัก"
หินทิเบตผ่านการปลุกเสกจากพระลามะก่อนนำไปใช้ "หินทิเบตมีความงดงามมาก โดยเฉพาะที่ได้มาจากเทือกเขาหิมาลัย หินพวกนี้ผ่านการปลุกเสกก่อนที่จะนำมาจำหน่าย หินทิเบตจึงเป็นหินที่มีพลังและสามารถขับไล่วิญญาณร้าย นำพาความร่ำรวยและสุขภาพที่สมบูรณ์ ยิ่งสวมใส่นานเท่าใดพลังก็จะยิ่งมากเท่านั้น"
โซ ชุน เฮงอธิบาย
จากค่าเงิน สู่เครื่องประดับนำโชค
ลวดลายบนเนื้อหินมีลักษณะแตกต่างกัน เชื่อว่ามีพลังต่างกัน ความหมายก็แตกต่างกันด้วย หินที่ทำสัญลักษณ์เป็นตานั้นมีตั้งแต่หิน 1 ตา – 108 ตา ถ้าเป็นหินหนึ่งตาเชื่อว่าเป็นหินชี้นำความสว่างไสว เพิ่มพูนสติปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาด ผู้มีหินนี้ไว้ในครอบครองจะได้พบกับความสำเร็จตามใจปรารถนา หินสองตาสื่อถึงคู่รักที่มีความรักใคร่สนิทสนมกัน เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่ครอบครองเป็นผู้ที่ได้รับความนับหน้าถือตาในแวดวงสังคม และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
หินสามตา เปรียบเหมือนเทพ ฮก ลก ซิ่ว นำความสิริมงคลแก่ครอบครัว มีเทพเจ้าแห่งโชคลาภคอยดูแล นำมาซึ่งความร่ำรวย ขณะที่หินสี่ตากล่าวถึงพระโพธิสัตว์ 4 ทิศคอยช่วยให้ประสบความสุข ได้รับแต่สิ่งดีงาม และรอดพ้นจากความชั่วร้าย
หินห้าตาเป็นหินเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวและมั่งคั่ง ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าปีติยินดี หินหกตาเชื่อว่าหากมีไว้ในครอบครองจะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ธุรกิจประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
หินเจ็ดตาเชื่อว่าจะทำให้กิจการมั่งคั่งเต็มไปด้วยโภคทรัพย์ มีบุพเพสันนิวาสและร่างกายแข็งแรง คบค้าสมาคมราบรื่นไปด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าเป็นหินแปดตาเชื่อว่าจะช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ค้ำจุน
หินเก้าตาเชื่อว่าจะช่วยให้ทำการสิ่งใดได้รับแต่โอกาสที่ดี มีชื่อเสียงอำนาจและบารมีดังกึกก้องได้รับผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด หินสิบตาเชื่อว่าช่วยให้ทำการสิ่งใดก็ได้รับความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้รับความนับหน้าถือตาในแวดวงสังคม อุปสรรคต่างๆถูกปัดเป่าไป
นอกจากนี้ ยังมีหินสัญลักษณ์และความหมายอื่นเช่นหินพระโพธิ์ เชื่อว่าจะช่วยขจัดภัยพิบัติมีชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยต่างๆ หินฟ้าดิน เชื่อว่าช่วยขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้ายต่างๆออกไป ตลอดจนหลุดพ้นจากฐานะต่ำต้อย หินกระดองเต่าเชื่อว่าทำให้มีอายุวัฒนะ ช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้สูญสิ้น หลุดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง หินสิริมงคลเชื่อว่านำมาซึ่งความเพียบพร้อมทั้งความสุขทั้งทางกายและทางใจ และชีวิตที่ยืนยาวเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจและเงินตรา หินผู้สูงศักดิ์เชื่อว่าจะมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนและช่วยขจัดภัยพิบัติ หินบัวนำเชื่อว่าทำให้ผู้ครอบครองมีจิตใจที่บริสุทธิ์โอบอ้อมอารี มีแล้วอยู่เย็นเป็นสุขนำมาซึ่งความพึ่งพอใจดั่งที่ใจปรารถนา หินนกอินทรีย์เชื่อว่าช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ มีอนาคตที่ยาวไกล กิจการรุ่งเรือง
หินเขี้ยวเสือเชื่อว่าช่วยให้หลุดพ้นจากเคราะห์ร้ายต่างๆ มีจิตใจที่แข็งแกร่งและทรหดดั่งภูผา สุขภาพแข็งแรง หินดาวเชื่อว่าช่วยเสริมรากฐาน ฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น ปราศโรคภัย หินภูเขาเชื่อว่าช่วยให้จิตใจแข็งแกร่งและทรหดดั่งภูผา ปราศจากความกลัวต่อปัญหาที่รุมเร้า และมีจิตใจมุ่งมั่นต่อสู้ปัญหาต่างๆอย่างกล้าหาญ หินแก้วล้ำค่าเชื่อว่านำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและเงินทอง ช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวและประสบความสำเร็จในธุรกิจการค้า หินพระโพธิสัตว์กวนอิมเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้มีไว้ครอบครองได้รับความคุ้มครองจากพระโพธิสัตว์กวนอิม และช่วยขจัดภัยพิบัติ เป็นต้น
ความเชื่อเป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล ของบางอย่างบางคนมองว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผลงมงาย ตรงข้ามคนอีกกลุ่มที่ได้สัมผัสพบเจอกับตัวกลายเป็นความเชื่อมั่น อย่าง โซ ชุน เฮง เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเจ็บป่วยบ่อย ภายหลังพอสวมใส่หินทิเบตก็ไม่ค่อยเจ็บป่วยและทำให้พบเจอแต่สิ่งดีมาตลอด กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หันมาทำธุรกิจหินจากทิเบต
"ตอนอยู่มณฑลเจียงซู ประเทศจีน ได้รับหินทิเบต 3 ตาจากพระลามะ หลังจากสวมใส่แล้วก็เจอแต่โชคดี สุขภาพดีมาตลอด ถูกลอตเตอรี่บ่อย จนพบลามะองค์นี้อีกครั้ง ท่านบอกว่า ถ้าชอบทำไมไม่หาให้ทุกคนได้ใส่ได้ใช้จะได้โชคดีกันทุกคน จึงได้ไปทิเบต สร้างโรงงานผลิตหินขายในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง ยุโรป อิตาลี ออสเตรีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ แคนาดา เพิ่งเข้ามาเมืองไทยได้ 2-3 ปี ตอนแรกยังไม่เป็นที่รู้จัก ตอนนี้พอรู้จัก"
ลวดลายสวยงามบนเนื้อหินนอกจากจะมีความหมายแตกต่างกันแล้ว ยังมีความเชื่อตัวหินทิเบตมีพลังสามารถขับไล่วิญญาณร้าย และนำพาความร่ำรวยตลอดจนเชื่อว่าหินจะไปช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนกระแสโลหิต ก่อให้เกิดสุขพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงมาสู่ผู้ครอบครองอีกด้วย ยิ่งสวมใส่นานเท่าไร พลังแม่เหล็กจะยิ่งแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันลวดลายของหินก็จะเปล่งประกายและเรียบสวยมากยิ่งขึ้น
นอกจากความเชื่อว่าหินทิเบตช่วยให้สุขภาพดีปลอดภัย ยังกลายเป็นแฟชั่นเครื่องประดับ "ดาราฮ่องกง หลิวเต๋อหัว เฉินหลง เจ็ตลี เอฟโฟร์ ดูแล้วเป็นของมีราคา ใส่แล้วสวยทุกๆคนเชื่อใส่แล้วรู้สึกดี ดี ลูกค้าซื้อไปสุขภาพดี ถูกหวย กลับมาบอกว่าใส่แล้วเป็นอย่างไร"
"หิน 9 ตาขายดีที่สุด ใส่แล้วมีกำลังใจทำอะไรก็ดี วัยรุ่นใส่เป็นแฟชั่นซื้อหินใหม่ คนทำธุรกิจซื้อหินเก่าพลังแรงกว่าช่วยได้เยอะกว่า ผู้ใหญ่จะนิยมหินกระดองเต่าเชื่อว่าทำให้มีสุขภาพดีชีวิตยืนยาว หินเกี่ยวเงินเกี่ยวทอง ใส่แล้วโชคดีได้ตังค์ ถ้าเป็นวัยรุ่นจะแนะนำว่า หิน 7 ตาดีที่สุดช่วยให้มีกำลังใจเรียนหนังสือ บุพเพสันนิวาสร่างกายแข็ง ถ้าเป็นคนต่างชาติชอบของแปลกซื้อทุกลาย ราคาตั้งแต่ 50 บาทถึงหลักแสน หลักล้าน"
เครื่องประดับหินทิเบตสามารถเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา"ใส่ไปนานๆหินทิเบตสามารถเปลี่ยนสี จากสีขาวมาเป็นสีแดง แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดหมูหรือสีแดงดำ ถ้าเป็นสีแดงก็จะยิ่งแดงขึ้น ลายยิ่งชัด" เปรมเสริมต่อไปว่า เฉดสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ "สีแดง" สีแดงขายดีที่สุด เพราะมีพลังเยอะที่สุด รองลงมาเป็นสีแดงดำ สีดำ สีดำขาว และสีขาวใส"
เมื่อเป็นที่รู้จักและกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นจึงมีการทำของเลียนแบบขึ้นมา โซ ชุน เฮง แนะวิธีการสังเกตหินทิเบตของแท้ว่า "ของแท้เวลาจับจะรู้สึกเย็น นำไปเผาไฟไม่ไหม้ เวลากระทบกันดังเป็นเสียงหิน ของปลอมทำจากพลาสติก ไม้ เซรามิกแก้ว ตอนนี้ของปลอมทำที่ไต้หวันเยอะ ทำเป็นกลมๆเขียนลายเอาไปเผาออกมาขาย ถ้าเป็นหินเก่าตอนนี้หายากมีราคา ใครที่มีมักเก็บในธนาคาร"
จากประสบการณ์ที่ประจักษ์กับตัวเอง โซ ชุน เฮงเปิดใจถึงความเชื่อแห่งหินนำโชค "ไม่ต้องทำอะไรก็โชดดี แปลกจริงๆ ถือเป็นหินโชคดี ลักกี้สโตน ใส่แล้วโชคดี ไม่รู้ว่าทำไม บางคนใส่แล้วสบายใจใส่แล้วทำอะไรก็ยิ่งดี" ทั้งนี้เขาพูดทิ้งท้ายเสริมว่า"
และถ้าขยันก็ยิ่งดี
"อิทธิพลความเชื่อ มนตราแห่งหินก่อให้ความกำลังใจที่เข้มแข็งมีพลังในการทำการใดก็ตาม กลายเป็นความสำเร็จ แต่หากบุคคลผู้ครอบครองไม่มีความขยันขันแข็ง รอเพียงปาฏิหาริย์แห่งหินนำโชคเพียงอย่างเดียวแล้ว มนตราแห่งหินย่อมไม่บังเกิดผลตามความเชื่อทุกครั้งไป
ที่มา: http://www.siam-handicrafts.com/
Subscribe to:
Posts (Atom)