Showing posts with label บทความเพื่อสุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label บทความเพื่อสุขภาพ. Show all posts

Sunday, 24 December 2006

โรคมะเร็งสามารถป้องกันได้

การแพทย์แผนไทย ทางออกในการรักษาโรคมะเร็ง
มะเร็งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังแสวงหาทางเลือกในการดูแลรักษา เป็นสาเหตุการตายอันดับ ๓ รองจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุ นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องรีบแก้ไข มีงานวิจัยมากมายที่แสดงว่าร้อยละ ๙0 ของมะเร็งสามารถป้องกันและรักษาได้

ขอสรุปที่ว่า ร่างกายคนเรามีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เราเอาชนะและไม่ป่วย เป็นมะเร็งเพราะ ร่างกายมีความต้านทานที่แข็งแกร่งด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อสู้ได้ ดั้งนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกทำลายด้วยวิธีต่างๆล้วนเป็นสาเหตุ สำคัญที่ก่อมะเร็ง ได้แก่ การกินอาหาร ที่ไม่ครบถ้วนไม่สะอาดและเต็มไปด้วยสารพิษ สารก่อมะเร็ง การไม่ออกกำลังกาย การอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ฉะนั้นถ้ามีพฤติกรรมสุขภาพโดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร ก็จะช่วยป้องกันโรคนี้ได้บ้าง เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) มาก และมีข้อสรุป สำหรับเลือกบริโภคอาหารโดยหลัก ๔ ล. คือ
๑. ลด อาหารไขมันจากสัตว์
๒. เลิก อาหารกระป๋อง อาหารที่มีสีสังเคราะห์และสารเคมี เช่น สารกันบูดเจือปน สีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร
๓. เลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง อบ รมควัน
๔. ลุ้น อาหารสด ผัก ผลไม้ อาหารสมุนไพร ที่ปลอดสารพิษ

ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง
การรักษาโรคมะเร็งควรควรใช้หลายวิธีร่วมกันทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย รวมทั้งคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติด้วย เมื่อทราบแน่ชัดจากการตรวจของแพทย์แผนปัจจุบัน ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ไม่ควรปิดกั้นการรักษาของผู้ป่วย หากจะเลือกแผนปัจจุบันร่วมกับแผนไทย แต่วิธีที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย คือ เมื่อตรวจร่างกายแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งแล้ว ควรรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะการเป็นมะเร็งระยะแรกๆ รักษาหายขาดได้ ส่วนการจะเลือกรักษาโดยแผนไทยนั้นไม่ควรตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่งหนึ่ง ควรรักษาควบคู่กันกับแผนปัจจุบัน และควรให้แพทย์แผนปัจจุบันตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอ การใช้สมุนไพรและการใช้ทางเลือกอื่นนั้น จะเป็นการประคับประคองด้านภูมิต้านทานและด้านจิตใจ เช่นการใช้สมาธิ เป็นต้น

1....การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การพักผ่อนเพียงพอ จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นการป้องกันโรคได้ทางหนึ่ง

2....การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความสำคัญยิ่ง เพราะภาวะทางกาย จิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยจะถูกกระทบกระเทือนมาก ภาวะทุกข์ทรมาน ได้แก่ อาการเจ็บปวด อาการกระสับกระส่าย กลืนอาหารลำบาก คลื่นไส้อาเจียนซึมเศร้า นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เป็นต้น
องค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยสามารถนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหารตามธาตุ การใช้ยาสมุนไพร บำบัดอาการข้างต้น ตลอดจนการนวดแผนไทยและการทำสมาธิ เพื่อบำบัดอาการปวด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ เป็นต้น หลักการดังกล่าวถ่ายทอดให้ผู้ป่วยนำไปประพฤติปฏิบัติที่บ้านได้

สมุนไพรต้านมะเร็ง
ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรรับประทานผักผลไม้ให้ได้เพราะผักผลไม้หลายชนิดจะมีคุณสมบัติเป็นตัวกำจัดอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์) และสารที่ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ในวันหนึ่งๆ ควรได้ผัก ๒๕–๓0% ผลไม้ ๑0% เนื้อปลาหรือถั่ว ๑0% อีก ๕0% ควรเป็นข้าวกล้อง หรือเผือกมัน ผักและผลไม้ ควรปรุงรูปแบบธรรมดา เช่น ต้ม ลวก แกงหรือรับประทานดิบ ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป

รายชื่อ ผัก ผลไม้ ที่ควรบริโภคมีดังนี้
สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง ได้แก่ มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ

สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (วิตามิน เอ ซี อี)
วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียง กระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ
วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ
วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่นงาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
เบ้ต้าแคโรทีนสูง ได้แก่ แครอท ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของถาบันวิจัยมะเร็งของสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานกานกระเทียมเลย มีโอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารมากกว่าผู้ที่รับประทานปริมาณมากกว่าผู้ที่รับประทานในปริมาณมากอยู่เสมอถึง ๑,000 เท่า เนื่องจากในกระเทียมมีสารสำคัญที่จะไปยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารก่อมะเร็งของไนเตรต ซึ่งคนได้รับจากอาหารและผักบางชนิด

ภาวะผิดปกติของธาตุในร่างกาย
จากการที่นักวิชาการค้นพบว่า ตัวการที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ทรุดโทรม แก่ และความต้านทานบกพร่อง เกิดโรคต่างๆ รวมทั้งมะเร็ง ล้วนแต่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์เอง ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นในร่างกายจนเสื่อมในที่สุด
คนไทยแต่โบราณมิได้รู้รายละเอียดปฎิกริยาภายในเหล่านี้ เขารู้เพียงว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และนำสมุนไพรมาปรุงแต่งรับประทานในรูปอาหารและยาแล้วอาการดีขึ้น ลองผิดลองถูก จนสรุปเป็นทฤษฎีการปรับธาตุทั้ง ๔ คือธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ โดยนำสมุนไพร ๙ ชนิด ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิงแดง ขิง พริกไทย สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม มาปรุงเป็นยาปรับธาตุทั้ง ๔ ใช้รักษา เมื่อธาตุนั้นๆ มีอาการพิการ (ผิดปกติ) กำเริบ (มากเกินไป) หย่อน (น้อยไปหรือไม่สมบูรณ์) และยาปรับธาตุตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น

ดินพิการ หมายถึง สภาพผิดปกติของอวัยวะที่แสดงออก เช่น ผิวหนังมีผื่น ตุ่ม เน่า เปื่อย เป็นแผล อวัยวะภายใน เช่น ตับเป็นฝี อักเสบ
น้ำกำเริบ คือ การมีน้ำมากเกินไป น้ำมูกไหลทั้งวัน ท้องเดิน บวม ความดันโลหิตขึ้นสูง มีน้ำในกระแสเลือดมาก
ไฟหย่อน คือ ภาวะที่ความร้อนในตัวน้อย รู้สึกเยือกเย็น หนาวสั่น ถ้าไฟย่อยอาหาร น้อยไป ก็จะท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
ลมหย่อน คือ ภาวะพลังแห่งการเคลื่อนไหวน้อยไป

ตัวอย่าง ยาแก้ธาตุไฟหย่อนมี ส่วนชองตัวยาดังนี้
รากเจตมูลเพลิง หนัก ๑๖ ส่วน
เหง้าขิงแห้ง หนัก ๘ ส่วน
ลูกเสมอพิเภก หนัก ๔ ส่วน
เถาสะค้าน หนัก ๓ ส่วน
รากช้าพลู หนัก ๒ ส่วน
ดอกดีปลี หนัก ๑ ส่วน

สำหรับยาปรับธาตุตามฤดูกาล มีดังนี้
๑. ตรีผลา ได้แก่ ลูกเสมอพิเภก ลูกเสมอไทย ลูกมะขามป้อม ยาประจำฤดูร้อน สมุนไพร ๓ ชนิดนี้มีวิตามินสูงมากและปลอดภัยและมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์
๒. ตรีกฏุก ได้แก่ เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ยาประจำฤดูฝน สมุนไพร ๓ ชนิดนี้ปลอดภัยเช่นกัน และแต่ละชนิดเป็นพืชผักสวนครัวอยู่แล้ว
๓. ตรีสาร ได้แก่ รากเจตมูลเพลิง เถาสะค้าน รากช้าพลู ยาประจำฤดูหนาว ช้าพลูมีฤทธิ์เป็นแอนตี้ออกซิเดชั่น ส่วนสะค้านและเจตมูลเพลิงแดงเป็นยารสร้อน เมื่อนำ ๓ ชนิดมารวมกันก็ไม่เป็นอันตราย เจตมูลเพลิงแดงยังมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งด้วย

ยาเบญจกูล
ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง เหง้าขิงแห้ง ในยาเบญจกูล มีช้าพลู ขิง เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ตัวยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นในร่างกาย เจตมูลเพลิงแดงมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง
จะเห็นได้ว่า ทั้งยาเบญจกูล ตรีผลา ตรีกฏุก ตรีสารเป็นยาที่จัดหมวดไว้สำหรับหมอแผนโบราณ ใช้ประกอบกระสายยาอื่นๆ มีสูตรยาเป็นจำนวนมาก จะมียาเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ ยาเหล่านี้สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังที่สิ้นหวัง เช่น มะเร็งระยะท้ายๆ
หากท่านผู้สนใดสนใจควรปรึกษาหมอโบราณ หรือสถาบันการแพทย์แผนไทยในการจัดเตรียมยาเหล่านี้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี
สรุปแล้วการใช้ยาสมุนไพรทั้ง ๙ ชนิดนี้ล้วนมีคุณประโยชน์ในการป้องกันการเกิดและการขยายตัวของมะเร็ง และยังฆ่าเซลล์ได้บางชนิด สมควรที่จะได้นำไปวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
พืชสมุนไพร
บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

ที่มา: ชุมนุมแพทย์แผนไทยและสมุนไพรแห่งชาติ, http://www.thaipun.com/

Sunday, 17 December 2006

ชาดอกไม้

ชา เครื่องดื่มสีใสหอมกรุ่น เพื่อนที่ดีช่วยปลอบประโลมจิตใจและสุขภาพที่เหนื่อยล้าของทุกคนนอกจากชาที่ได้จากการนำใบไม้ต่างๆมาตากแห้งหรืออบแล้ว วันนี้เรายังมีชาดอกไม้ เครื่องดื่มธรรมชาติจากดอกไม้หอมหวานนานาชนิด ที่ให้ทั้งความงามและการบำบัด ทั้งดอกไม้บางอย่างยังมีก็ยังมีส่วนผสมสำคัญของการปรุงน้ำหอมเช่นดอกกุหลาบ ดอกลาเวนเดอร์ ให้ชาดอกไม้ถ้วยนั้นหอมหวานยากจะลืมเลือน คุณอาจใช้กลีบดอกไม้ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเพื่อให้ได้ชาที่เป็นเอกลักษณ์ตามใจชอบเช่นนำดอกลาเวนเดอร์ที่อบแห้งมาผสมกับมินท์หรือกลีบกุหลาบหอมกรุ่นผสมกับการพลู ทั้งสองนี้มีสรรพคุณช่วยคลายเครียดและความเหนื่อยล้า ทั้งช่วยระบบการย่อยได้ดี

ชาดอกไม้กับสุขภาพ

ว่ากันว่า การดื่มชานั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดหากทำได้สม่ำเสมอก็แทบไม่ต้องบริโภคอาหารเสริมอื่นๆเลยเพราะในน้ำร้อนจัดที่เราแช่ใบชาหรือกลีบดอกไม้ไว้ระยะหนึ่งที่เรียกว่าการทำ herbal infusion นั้นจะมีวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน โดยเฉพาะหากเป็นชาที่ขายในแบบ loose form คือไม่ได้บรรจุในซองแช่ที่เป็นแพคเล็กๆสำเร็จรูปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งให้ประสิทธิภาพทีดีกว่าเพราะทั้งใบและกลีบดอกไม้นั้นๆจะปลดปล่อยน้ำมันธรรมชาติที่มีสารโภชนาการการและวิตามินได้มากกว่าและชาดอกไม้ก็อ่อนโยนพอที่จะใช้บริโภคประจำวันโดยปราศจากผลข้างเคียงให้ต้องวิตก หากคุณมีสุขภาพเป็นปกติอยู่แล้ว

เก็บดอกไม้มาทำชา

เราใช้กลีบดอกไม้หรืออาจใช้ดอกไม้ทั้งดอก หากเป็นดอกไม้ชนิดดอกเล็กๆ หากปลูกเองจะปลอดภัยจากสารเคมีมากที่สุด เมื่อเก็บมาแล้วล้างดอกไม้ให้สะอาด ผึ่งในตะแกงโปร่งๆให้แห้ง เด็ดเป็นกลีบๆตากไว้ในที่โปร่งมีอากาศระบายและแสงแดดส่องทั่วถึงไม่ร้อนจัดเกินไป ทิ้งไว้ประมาณ 8 ถึง 10 ชั่วโมง เมื่อแห้งตมที่ต้องการจึงใส่ขวดโหลเก็บไว้

วิธีการทำชาดอกไม้

สิ่งที่สำคัญที่จะให้ได้มาซึ่งชาดอกไม้นั่นก็คือดอกไม้ต้องแห้งสนิท ขั้นตอนจึงอยู่ที่การทำให้ดอกไม้ที่เราประสงค์จะให้เป็นชานั้น "แห้ง" ซึ่งก็คือ

1. การเลือก ดอกไม้ที่คุณเลือกมา ต้องแน่ใจว่าปราศจากสารจากยาฆ่าแมลง ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำไปผึ่งบนกระจาดหรือตะแกรงจนสะเด็ดน้ำ แล้วเด็ดเอาเฉพาะกลีบ
2. ใส่ตะแกรงตากไว้ในที่ที่มีอากาศระบาย มีแดดรำไร จนกระทั่งกลีบดอกไม้แห้งสนิท ควรระวังสักนิดนะค่ะอย่าให้โดนแดดแรง ๆ เพราะจะทำให้ น้ำมันหอมระเหยและคุณค่าต่าง ๆ เสียไปได้
3. สุดท้ายก็เป็นเรื่องของการเก็บรักษา ควรเก็บเอาไว้ในโหลสูญญากาศ เลี่ยงแสงสว่าง ความร้อนและความชื้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจะได้ชาร้อนสักถ้วย ให้ใช้ช้อนที่แห้งสนิทตัก อย่าใช้มือหยิบ จะช่วยคงคุณค่าและความหอมไว้ได้นานมากขึ้น
สัดส่วนชาดอกไม้

ไม่มีสัดส่วนที่แน่นอน แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนโดยปกติใช้ชาดอกไม้ประมณ 1 ช้อนโต๊ะต่อชา 1 ถ้วยควรใส่กลีบดอกไม้ลงในถ้วยก่อนแล้วจึงเทน้ำร้อนลงผสมไม่ควรใช้น้ำเดือดๆ เพราะอาจทำให้ยางดอกไม้ออกมาจนเหม็นเขียวได้ ยกกาสูงๆเวลาเทน้ำร้อนเพื่อให้ออกซิเจนหมุนเวียน แช่กลีบดอกไม้ไว้ไม่ควรเกิน 5 นาทีเพราะหากนานกว่านั้นอาจเหม็นเขียวได้สำหรับดอกไม้บางชนิด ตักกลีบออกและดื่มตามชอบ หากจะทำไว้มากๆและเทใส่ที่ทำน้ำแข็งก็จะได้น้ำแข็งกลิ่นดอกไม้หอมชื่นใจ

วิธีชงชาดอกไม้
เหล่านี้คือเคล็ดลับในการชงชาดอกไม้ได้ประโยชน์ที่สุด
1. ใช้แช่แต่น้ำกรองเท่านั้นหรือจะน้ำแร่ก็ได้ ส่วนน้ำจากก๊อกจะมีความเป็นด่างเกินไปและขัดขวางพลังของสารอาหารธรรมชาติในดอกไม้
2. เก็บชาดอกไม้ไว้ในโหลแก้วที่มียางปิดสูญญากาศปิดมิดชิดเลี่ยงการวางชาไว้ใกล้แสงสว่างหรือที่ๆมีความชื้นสูงจะเก็บชาไว้ได้นานหลายเดือน การเก็บในตู้เย็นก็ช่วยยืดอายุชาดอกไม้ได้ดี
3. ควรปล่อยให้ชาแช่อยู่ในน้ำประมาณ 5 นาทีก่อนจึงค่อยรินออกจากถ้วยหากต้องการเติมความหวานก็ให้เติมน้ำผึ้งจะดีกว่าน้ำตาล เพื่อไม่ให้ความหอมและรสชาติดอกไม้เปลี่ยนไป
ชาดอกคาโมมายล์
- ใช้ถุงผ้าเล็กๆ ใส่ชาคาโมมายล์ประคบช่วยลดอาการหน้าบวม โดยเฉพาะบริเวณถุงใต้ตา
- ใช้ดอกคาโมมายล์แห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือในกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้สัก ๕ นาที ดื่มหลังอาหาร แก้อาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย เสียดท้องในเด็ก ผ่อนคลายความกังวลและความเครียด ช่วยทำให้จิตใจสงบ
- สรรพคุณ : ชาดอกคาร์โมมายมีกลิ่นหอมและรสนุ่มมนวล ช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยรักษาแผลในระบบการย่อยอาหาร ชาดอกคาโมมายล์ ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ปลดปล่อยความวุ่นวาย ขจัดความอ่อนล้า ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการอักเสบ
ชาดอกแดนดิไลออน
- โดยทั่วไปนิยมใช้ทั้งใบและดอกแดนดิไลออนร่วมกับสมุนไพรอื่น
- ใช้ดอกแดรดิไลออนแห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือในกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้สัก ๕ นาที ช่วยป้องกันไม่ให้ระดับเอสโตรเจนสูงเกินไป ระงับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน หรืออาการ PMS ในผู้หญิง
ชาดอกลาเวนเดอร์
- น้ำมันหอมระเหยลาเวรเดอร์ บรรเทาความเครียด ความกังวล ช่วยให้ระบบประสาทสงบ แก้โรคซึมเศร้า ช่วยให้นอนหลับสบาย
- ใช้ดอกลาเวนเดอร์แห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือในกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้สัก ๕ นาที ชาดอกลาเวนเดอร์ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แก้หอบหืด ทำให้จิตใจสงบ นอนหลับสบาย
ชาดอกเอลเดอร์
- ใช้ดอกเอลเดอร์แห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้ ๕ นาที กรอกเอาดอกไม้ออก จิบบ่อยๆ จะช่วยลดไข้ บรรเทาอาการคัดจมูกและเจ็บคอ
ชามิ้นต์แมว
ใช้ดอกและใบมิ้นต์แมวแห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้ ๕ นาที กรองเอาดอกไม้ออก ดื่มหลังอาหาร และก่อนนอน จะช่วยลดไข้ บรรเทาหวัด บรรเทาอาการคัดจมูก แก้ปวดหัว มีฤทธิ์สงบประสาท ช่วยให้หลับสบาย
ชาดอกคำฝอย
นำดอกคำฝอยแห้งมาชงกับน้ำร้อน ดื่มหลังอาหาร และจิบบ่อยๆ ชาดอกคำฝอยมีกลิ่นรสหอมหวาน ช่วยระบบสูบฉีดโลหิตและหัวใจ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ชาดอกเก๊กฮวย
ต้มดอกเก๊กฮวยแห้ง ล้างให้สะอาดแล้วในน้ำเดือดประมาณ ๑๐ นาที ชาดอกเก๊กฮวยมีกลิ่นหอมชื่นใจ ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
ชากลีบดอกดาวเรืองฝรั่ง
ใช้กลีบดอกดาวเรืองฝรั่ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้ ๕ นาที กรอกเอาดอกไม้ออก จิบบ่อยๆ ช่วยลดไข้ ขับเหงื่อ
ชากลีบดอกกุหลาบมอญ
ใช้กลีบดอกกุหลาบแห้งชงกับน้ำร้อน ชาดอกกุหลาบมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
ชาดอกมะลิ
ตำรายาไทยจัดดอกมะลิอยู่ในเกสรทั้ง ๕ ทั้ง ๗ และ ๙ ใช้มะลิลา ชามะลิลามีรสหอมเย็น ช่วยลดความเครียด บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ปวดท้องบิด
ดอกจำปา
ชากลีบดอกจำปามีรสหอมเย็น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ขับปัสสวะ แก้อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย
ชากลีบดอกกระดังงา
- กระดังงาจะออกดอกทั้งปี ดอกให้น้ำมันหอมระเหย ดอกจัดอยู่ในเกสรทั้ง ๕ และ ๗ ในตำรายาไทย ใช้ปรุงยาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้วิงเวียน ทำให้สดชื่น
- ใช้ดอกกระดังงาที่แก่จัดมารมควันเทียน หรือเปลวไฟจากเทียน เพื่อให้น้ำมันหอมในกลีบระเหยออกมา แล้วนำไปชงดื่มเหมือนใบชา กลิ่นหอมสดชื่น ช่วยบำรุงหัวใจ
ชากลีบดอกลำดวน
- เป็นหนึ่งในเกสรทั้ง ๕ ทั้ง ๗ และ ๙ ในตำรายาไทย
- ชากลิ่นหอมของดอกลำดวนดื่มแล้วช่วยให้จิตใจสดชื่น บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด แก้ไข้ แก้วิงเวียนศีรษะ
ชาดอกกานพลู
- ใช้ดอกกานพลูช่วงที่ยังตูม และกำลังเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดง ในการชงใช้ดอกกกานพลู ๕ - ๖ ดอกทุบพอช้ำชงกับน้ำร้อนครั้งละะครึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหาร
- ดอกกานพลูมีรสเผ็ด ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคเหน็บชา แก้หืด แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยดับกลิ่นปาก แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน บำรุงธาตุ
ชาดอกแก้ว
ชาดอกแก้วมีกลิ่นหอม ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร แก้ไอ บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ แก้ไขข้ออักเสบ
ชาดอกทับทิม
ชาดอกทับทิมใช้ดอกแห้งต้มกับน้ำดื่ม ช่วยเจริญอาหาร
ชาดอกอัญชัญ
ต้มน้ำให้เดือดจัด นำดอกอัญชัญสะอาดใส่ลงไปสักครู่ กรอกเอากากออก อาจเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานได้ จะดื่มแบบชาร้อน หรือชาเย็นก็ชื่นใจ
ชากลีบดอกกระเจี๊ยบ
นำกลีบดอกกระเจี๊ยบที่ตากแห้งแล้ว ชงกับน้ำร้อน อาจเติมน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้รสชาติดีและลดความเปรี้ยวลง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไข้แก้ไอ แก้กระหายน้ำ ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ
ชากลีบดอกประยงค์
ใช้ดอกประยงค์แห้งชงกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยลดไข้ แก้อาการเมาค้าง
ชาดอกมะนาว
ชาดอกมะนาวช่วยลดความดันเลือด ลดคอเลสเตอรอล แก้ไข้ แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยจิตใจสงบ
ชาดอกกรรณิการ์
ดอกรสขมหวาน แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับพยาธิ ลดอาการอักเสบ แก้ปวด มีสรรพคุณต้านเชื้อไวรัสมาลาเรีย
ชากลีบดอกชบา
ใช้ดอกชบาสีแดง เป็นดอกสดหรือแห้งก็ได้ โดยตัดส่วนเกสรทิ้ง การดื่มชากลีบดอกชบาช่วยลดอุณภูมิร่างกายแก้ไอ แก้ไข้ ฟอกโลหิต บำรุงน้ำนมในผู้หญิงช่วงให้นมบุตร แก้ปวดประจำเดือน
ที่มา : http://www.samunpri.com/

Tuesday, 12 December 2006

การผสมและวิธีการใช้ เพื่อบำบัด (4)

ก่อนอื่นคุณผู้อ่านจำ Note ได้ไหมค่ะ ในตอนที่ 2 ได้แนะนำน้ำมันหอม 16 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมี Note ที่เป็น Base Middle Top แตกต่างกันไป คงนึกออกแล้วซิคะ ถ้ายังนึกไม่ออกก็รบกวนกลับไปอ่านตอนที่ 2 อีกรอบนะคะ

Note คืออะไร คุณผู้อ่านคงสงสัยแล้วซิ Note หมายถึงความสามารถในการระเหยค่ะ แยกออกเป็น

Base Note คือ ความสามารถในการระเหยต่ำที่สุด (ระเหยได้ช้าที่สุด) เช่น กำยาน แฝกหอม ซีดาร์วู๊ด แพ็ทชูลี่ แฟรงคินเซ้นส์

Middle Note คือความสามารถในการระเหยปานกลาง (ระเหยได้ปานกลาง) เช่น โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ กระดังงา เจอราเนียม พาร์มาโรซ่า โรสวู๊ด มาโจแรม

Top Note คือความสามารถในการระเหยสูงสุด (ระเหยได้เร็วที่สุด) เช่น ส้ม ทีทรี ยูคาลิปตัส เบอร์กาม็อท ตะไคร้หอม เปปเปอร์มินท์ ขิง เกรพฟรุ๊ต มะนาว

คราวนี้พอเราเอามาผสมกันทั้ง Base Middle Top เวลาเราใช้ เราก็จะได้กลิ่นที่เป็น Top ก่อนเพื่อนและกลิ่นนี้ก็จะระเหยหมดไปก่อนเพื่อนเหมือนกัน ส่วนกลิ่นที่เป็น Base จะได้กลิ่นหลังสุดแต่กลิ่นจะทนนานที่สุด สำหรับกลิ่นที่เป็น Middle จะกระจายความหอมตลอดเวลาจนกระทั่งระเหยหมดค่ะ

แล้ววิธีการผสมล่ะคะ จะผสมยังไง ฟ้ากำลังจะบอกอยู่เดี๋ยวนี้แล้วค่ะ

การผสมโดยทั่วไปนั้น ถ้าเป็นมือใหม่หัดขับจะผสมด้วยกลิ่นเพียง 3 กลิ่น โดยใช้สูตรหากินคือ Base 1 Middle 2 Top 1 ตัวอย่างเช่น

ซีดาร์วู๊ด (Base Note) 1 หยด
ลาเวนเดอร์ (Middle Note) 2 หยด
ส้ม (Top Note) 1 หยด

ไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะ คุณผู้อ่านลองดูนะคะว่าตัวเองมีโรคอะไรที่ต้องบำบัด ต้องใช้น้ำมันหอมระเหยชนิดไหนบ้าง แต่ละชนิดมี Note เป็นยังไง เข้ากันได้กับกลิ่นอะไร เมื่อรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้วก็จับมาผสมกันตามสูตรที่ให้ ก็จะได้กลิ่นที่มีสรรพคุณในการบำบัดตามที่ต้องการค่ะ แล้วถ้าต้องการผสมในปริมาณที่มากขึ้น ก็ผสมเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน 1:2:1 แค่นี้เองค่ะ

ขอเพิ่มข้อสังเกตอีกหน่อยนะคะ ในกรณีที่เราใช้เพียง 2 กลิ่น ให้เลือกกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งเป็น Middle Note ส่วนอีกกลิ่นจะเป็น Top Note หรือ Base Note ก็ได้ แล้วผสมกันในสูตร 2 : 2 ยกเว้นน้ำมันหอมระเหยบางชนิดที่กลิ่นแรงมาก ๆ ก็ปรับเป็น 3 : 1 ซึ่งโดยมากแล้วน้ำมันหอมที่กลิ่นแรงจะเป็นกลุ่ม Base เช่น แพ็ทชูลี่ กำยาน ของแบบนี้ต้องลองผสมดูค่ะถึงจะทราบว่ากลิ่นไหนเป็นยังไง

เมื่อได้น้ำมันหอมระเหยตามสูตรที่ต้องการแล้ว ต่อไปก็ถึงวิธีการใช้แล้วล่ะค่ะ ก่อนอื่นต้องทราบก่อนนะคะว่าน้ำมันหอมระเหยมีความเข้มข้นที่สูงมาก ห้ามใช้กับร่างกายโดยตรง ยกเว้นลาเวนเดอร์เพียงชนิดเดียว ซึ่งเรื่องนี้จะต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจเลยนะคะ แม้แต่ดมโดยตรงก็ไม่ได้ เลยขอเตือนไว้สักนิดนะคะเวลาไปเลือกซื้อน้ำมันหอมแล้วต้องดมกลิ่น ให้ใช้วิธีหยดลงบนกระดาษแล้วโบกผ่านจมูก หรืออาจเปิดฝาขวดแล้วดมก็ได้ แต่ต้องโบกขวดผ่านจมูก ห้ามดมจากขวดโดยตรงนะคะเพราะเยื่อบุโพรงจมูกอาจอักเสบเอาได้ง่าย ๆ

มาถึงวิธีการใช้แล้วล่ะค่ะ ปกติแล้วเราจะใช้น้ำมันหอมระเหย 2 ลักษณะด้วยกัน คือ การสูดดม และใช้กับผิวหนัง อ้อ !! ความจริงสามารถใช้ได้หลายวิธีนะคะ เช่น การผสมทำเป็นสบู่สมุนไพร ผสมครีมบำรุง ผสมกับเกลือทะเลบริสุทธิ์สำหรับทำเกลืออาบน้ำหรือสครับขัดผิว แต่เนื่องจากแต่ละแบบมีกรรมวิธีในการทำที่ยุ่งยากเลยขอละไว้ค่ะ เราเอาน้ำมันหอมระเหยมาใช้แบบง่าย ๆ ดีกว่านะคะ

การสูดดม

1. สูดดมโดยตรง จะต้องนำมาทำให้เจือจางก่อนโดยการผสมกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) แล้วหยดลงบนผ้า กระดาษทิชชู หรือสำลี
2. จุดเตาเผา โดยการหยดลงในน้ำในเตาแล้วเผาด้วยความร้อนจากไฟที่ไม่มีควัน เช่น ไฟจากเชื้อเพลิง Alcohol แข็ง
3. ผสมน้ำอาบ โดยการหยดลงในถังน้ำอุ่นแล้วตักอาบ หรือหยดลงในอ่างอาบน้ำแล้วแช่ตัวประมาณ 20 นาที

การใช้กับผิวหนัง

1. การนวด หยดน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำมันตัวพา (Carrier oil) แล้วนำมานวดตัว หรือบริเวณที่ต้องการ
2. การประคบ หยดน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำมันตัวพา (Carrier oil) น้ำเย็น หรือน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าสะอาดจุ่มลงไป บิดให้หมาด ๆ แล้วนำมาประคบบริเวณที่ต้องการ

การเจือจางน้ำมันหอมระเหย

1. การนวด

น้ำมันหอมระเหย 2 หยด ต่อน้ำมันตัวพา 1 ช้อนชา
น้ำมันหอมระเหย 4 หยด ต่อน้ำมันตัวพา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอมระเหย 10 หยด ต่อน้ำมันตัวพา 25 มล.
น้ำมันหอมระเหย 20 หยด ต่อน้ำมันตัวพา 50 มล.

2. การอาบ ใช้ 4-5 หยด ต่อน้ำอุ่น 1 ถัง หรือ 8-10 หยด ต่อการแช่น้ำอุ่น 1 อ่าง
3. การประคบ ใช้ 2-3 หยด ต่อน้ำ 1 ถ้วย (120 ml.)
4. การสูดดม ใช้ 2 หยด ต่อน้ำมันตัวพา 1 ช้อนชา
5. การจุดเตาเผา ใช้ 4-5 หยด ต่อน้ำ 1 ถ้วยเตาเผา

หมายเหตุนะคะ น้ำมันตัวพา (Carrier oil หรือ Base oil) คือน้ำมันพืชค่ะ แต่เป็นน้ำมันพืชที่มีสรรพคุณในการบำรุงผิว ซึ่งโดยมากจะได้จากกรรมวิธีหีบเย็น (Cold Press) จัดเป็นน้ำมันบริสุทธิ์หรือที่มักเรียกกันว่า Virgin oil น้ำมันที่นิยมใช้ในการนวดได้แก่ Sunflower seed oil, Sweet Almond oil, Grape seed oil, Coconut oil, Jojoba oil ค่ะ

ก่อนจะจบจากตอนนี้ ฟ้าอยากให้สูตรการผสมน้ำมันหอมระเหยแบบง่าย ๆ ให้คุณผู้อ่านลองไปผสมดูนะคะ เป็นกลิ่นสำหรับราศีธาตุดิน (กระดังงา) ธาตุน้ำ (ลาเวนเดอร์) ธาตุลม (ตะไคร้หอม) ธาตุไฟ (โรสแมรี่) ชอบกลิ่นไหนบอกกันด้วยค่ะ

1. กลิ่นกระดังงา

เบอร์กาม็อท 1 หยด
กระดังงา 2 หยด
ซีดาร์วู๊ด 1 หยด

2. กลิ่นลาเวนเดอร์

ส้ม 1 หยด
ลาเวนเดอร์ 2 หยด
แฟรงคินเซ้นส์ 1 หยด
3. กลิ่นตะไคร้หอม

ตะไคร้หอม 1 หยด
เจอราเนียม 2 หยด
แพ็ทชูลี่ 1 หยด

4. กลิ่นโรสแมรี่

ยูคาลิปตัส 1 หยด
โรสแมรี่ 2 หยด
กำยาน 1 หยด

แถมท้ายให้อีกหน่อยนะคะ สำหรับผู้ที่อยากได้น้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณในการบำบัดอาการเกี่ยวกับจิตใจ อารมณ์ ฟ้าขอเสนอสูตรเด็ดค่ะ

ถ้าจิตใจของคุณฟุ้งซ่าน ในสมองมีแต่ความคิดที่เตลิดไปเรื่อย คุณต้องการน้ำมันหอมระเหยที่จะทำให้จิตใจสงบ ลองสูตรนี้ดูซิค่ะ
ยูคาลิปตัส 2 หยด
ลาเวนเดอร์ 4 หยด
แฟรงคินเซ้นส์ 2 หยด
มาโจแรม 1 หยด
แพ็ทชูลี่ 1 หยด

แต่ถ้าคุณรู้สึกซึมเศร้า โลกนี้ช่างไม่สดใสเลย คุณต้องการน้ำมันหอมที่ให้ความรู้สึกสดชื่น แจ่มใส ลองดูสูตรนี้ค่ะ
เพ็ทติเกรน 2 หยด
เจอราเนี่ยม 4 หยด
ซีดาร์วู๊ด 2 หยด
โรสวู๊ด 1 หยด
เบอร์กาม็อท 1 หยด

สำหรับผู้ที่มีความเครียดอยู่ตลอดเวลา คุณต้องการการผ่อนคลายแล้วละคะ ม่ายงั้นโรคประสาทจะถามหา สูตรนี้ช่วยได้ค่ะ
เบอร์กาม็อท 2 หยด
กระดังงา 4 หยด
แฝกหอม 2 หยด
มาโจแรม 1 หยด
แพ็ทชูลี่ 1 หยด

เป็นไงค่ะ ลองผสมน้ำมันหอมระเหยดูหลาย ๆ สูตร คุณอาจเจอสูตรที่เป็นตัวของคุณเองก็ได้

ที่มา : http://www.banhonethai.com/

ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันหอมระเหยกับราศีเกิด (3)

เมื่อเราทราบว่าคนเกิดราศีอะไร มักมีโรคประจำตัวเป็นโรคอะไร เราก็จะทราบได้ว่าควรใช้น้ำมันหอมระเหยอะไรเพื่อการบำบัดรักษาโดยอ่านจากที่ฟ้าได้เล่าเอาไว้ในตอนที่ 2 นั่นแหละค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามาทราบกันก่อนนะคะว่าคนเกิดราศีอะไรมีโรคที่ควรระวังคือโรคอะไร และควรใช้น้ำมันหอมระเหยอะไรในการบำบัดค่ะ

ราศีเมษ (เกิดระหว่างวันที่ 13 เม.ย. – 14 พ.ค.)

โรคควรระวัง : โรคความดันโลหิตสูง ปวดศรีษะ เครียด โรคประสาท
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ควรใช้ลาเวนเดอร์ หรือเจอราเนียม ผสมกับส้ม ซีดาร์วู๊ด เพื่อปรับความสมดุลของความดันโลหิต ใช้แฝกหอม ผสมกับส้ม แฟรงคินเซ้นท์ หรือกำยานเพื่อความผ่อนคลาย สงบระงับ

ราศีพฤษภ (เกิดระหว่างวันที่ 15 พ.ค. – 14 มิ.ย.)

โรคควรระวัง : โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหวัด ไอ
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ควรใช้ลาเวนเดอร์ ผสมกับกำยาน ยูคาลิปตัส เพื่อแก้ปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจ

ราศีเมถุน (เกิดระหว่างวันที่ 15 มิ.ย. – 15 ก.ค.)

โรคควรระวัง : โรคเกี่ยวกับทรวงอก ปอด โรคเครียด อัมพาต
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้ลาเวนเดอร์ ผสมกับกำยาน เบอร์กาม็อท ส้ม หรือยูคาลิปตัส เพื่อแก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ และเพื่อลดความเครียด ทำให้จิตใจสงบ

ราศีกรกฎ (เกิดระหว่างวันที่ 16 ก.ค. – 16 ส.ค.)

โรคควรระวัง : โรคระบบทางเดินอาหาร ไต โรคผิวหนัง ผื่นคัน
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้ลาเวนเดอร์ ผสมกับแพ็ทชูลี่ ขิงหรือเปปเปอร์มินท์ เพื่อแก้ปัญหาโรคระบบทางเดินอาหาร ใช้ลาเวนเดอร์ ผสมกับกำยาน ทีทรี เพื่อแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน

ราศีสิงห์ (เกิดระหว่างวันที่ 17 ส.ค. – 16 ก.ย.)

โรคควรระวัง : โรคเกี่ยวกับหลัง ปวดหลัง กระดูกสันหลัง ซี่โครง หัวใจ
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้แฝกหอม ผสมกับลาเวนเดอร์ ตะไคร้หอม หรือยูคาลิปตัส เพื่อแก้โรคปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ

ราศีกันย์ (เกิดระหว่างวันที่ 17 ก.ย. – 16 ต.ค.)

โรคควรระวัง : โรคในช่องท้อง โรคระบบทางเดินอาหาร มดลูก
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้แพ็ทชูลี่ ผสมกับกระดังงา ขิง เปปเปอร์มินท์ หรือส้ม เพื่อช่วยแก้โรคระบบทางเดินอาหาร

ราศีตุลย์ (เกิดระหว่างวันที่ 17 ต.ค. – 15 พ.ย.)

โรคควรระวัง : โรคปวดเอว ปวดหลัง โรคในช่องท้อง คิดมาก
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้ตะไคร้หอม ผสมกับโรสแมรี่ ซีดาร์วู๊ด เพื่อลดอาการปวดเอว ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และใช้เจอราเนียม ผสมกับกำยาน ส้ม หรือเบอร์กาม็อท เพื่อการผ่อนคลาย

ราศีพิจิก (เกิดระหว่างวันที่ 16 พ.ย. – 15 ธ.ค.)

โรคควรระวัง : โรคระบบอวัยวะสืบพันธุ์ โรคผิวหนัง เครียด
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้ลาเวนเดอร์หรือโรสแมรี่ ผสมกับ แฟรงคินเซ้นส์ ยูคาลิปตัส หรือทีทรี เพื่อแก้ปัญหาโรคระบบอวัยวะสืบพันธุ์และโรคผิวหนัง ใช้กำยาน ผสมกับส้ม เบอร์กาม็อท เพื่อคลายเครียด

ราศีธนู (เกิดระหว่างวันที่ 16 ธ.ค. – 14 ม.ค.)

โรคควรระวัง : โรคกระดูก กล้ามเนื้อขา เส้นเลือดขอด ภูมิแพ้
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้กำยาน เจอราเนียมผสมกับโรสแมรี่ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต แก้เส้นเลือดขอด ใช้ทีทรี ผสมกับลาเวนเดอร์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

ราศีมังกร (เกิดระหว่างวันที่ 15 ม.ค. – 12 ก.พ.)

โรคควรระวัง : โรคกระดูกและข้อ โรคภูมิแพ้
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้กำยาน ผสมกับยูคาลิปตัส เพื่อแก้อาการปวดเมื่อย ใช้ทีทรี ผสมกับโรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ฆ่าเชื้อ

ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่างวันที่ 13 ก.พ. – 14 มี.ค.)

โรคควรระวัง : โรคเกี่ยวกับระบบเลือด ตะคริว กระเพาะ ลำไส้
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้แฝกหอม ผสมกับเจอราเนียม กำยาน เพื่อแก้ปัญหาระบบหมุนเวียนของโลหิต และใช้ขิง เปปเปอร์มินท์ ผสมกับลาเวนเดอร์ แพ็ทชูลี่ เพื่อแก้โรคกระเพาะ

ราศีมีน (เกิดระหว่างวันที่ 15 มี.ค. – 12 เม.ย.)

โรคควรระวัง : โรคระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง
น้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ : ใช้โรสแมรี่ ผสมกับเปปเปอร์มินท์ แพ็ทชูลี่ หรือขิง เพื่อแก้ปัญหาโรคระบบทางเดินอาหาร ใช้ลาเวนเดอร์ ผสมกับทีทรี แฟรงคินเซ้นส์ เพื่อแก้โรคผิวหนัง ฆ่าเชื้อ

ที่มา : http://www.banhonethai.com/

น้ำมันหอมระเหยแยกตามธาตุ (2)

น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) คือน้ำมันที่ได้มาจากการสกัดส่วนต่าง ๆ ของพืชที่มีกลิ่น แน่นอนต้องหอมด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าน้ำมันหอมระเหยได้ยังไง จริงไหมคะ ส่วนต่าง ๆ ที่ว่านี้ก็ได้แก่ เปลือก กิ่ง ใบ ดอก ผล หัว เหง้า ยาง การสกัดก็อาจใช้วิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam Distillation) การหีบเย็น (Cold Press) การสกัดด้วยสารเคมี (Solvent Extract) แล้วแต่ชนิดของพืชที่เอามาสกัดค่ะ ทีนี้ ขอพูดถึงหลักการแพทย์แผนไทยบ้าง (ต้องขออ้างหลักการแพทย์แผนไทยนิดหน่อยนะคะ) คือพืชหรือสมุนไพรที่นำมาเข้าเครื่องยา จะมีธาตุเจ้าเรือนคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วยกันทั้งนั้น น้ำมันหอมระเหยก็เหมือนกันค่ะ น้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดมีธาตุเจ้าเรือนที่ต่างกัน คุณสมบัติในการบำบัดรักษาก็ต่างกันด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตลอดจนแพทย์ทั้งของต่างประเทศและของไทย ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเอาไว้นับได้หลายร้อยชนิดเชียวค่ะ แต่ฟ้าขอเลือกเอามาแนะนำกันเฉพาะที่หาซื้อได้ง่ายและราคาพอซื้อกันไหวนะคะ

ซีดาร์วู๊ด : Cedarwood (Cedrus atlantica)

ธาตุ : ดิน
การสกัด : Steam Distillation จากเนื้อไม้
Note : Base
สรรพคุณ : ฆ่าเชื้อโรค ขับเสมหะ ลดความมันของหนังศรีษะและเส้นผม ขจัดรังแค แก้ปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจ ปรับสภาพผิวมัน ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน มีคุณสมบัติในการกระตุ้น ช่วยให้เกิดความตื่นตัว สดชื่น
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : เบอร์กาม็อท แฟรงคินเซ้นส์ แฝกหอม โรสแมรี่ กระดังงา
ข้อควรระวังในการใช้ : สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

ลาเวนเดอร์ : Lavender (Lavendula augustifiola)

ธาตุ : น้ำ
การสกัด : Steam Distillation จากดอก
Note : Middle
สรรพคุณ : แก้สิว ลดรอยด่างดำ ลดการอักเสบ ระงับเชื้อ ลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ลดความดันโลหิต แก้หลอดลมอักเสบ แก้ไข้หวัด คลื่นไส้ อาเจียน ทำให้ประจำเดือนมาปกติ ผ่อนคลาย
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : เข้ากันได้กับน้ำมันหอมระเหยแทบทุกชนิด โดยเฉพาะ ส้ม ซีดาร์วู๊ด แฝกหอม เจอราเนียม แพ็ทชูลี่
ข้อควรระวังในการใช้ : สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

ส้ม : Orange Sweet (Citrus sinensis)

ธาตุ : ลม
การสกัด : Cold Press จากเปลือก ผล
Note : Top
สรรพคุณ : สร้างคลอลาเจนและเนื้อเยื่อ รักษาบาดแผล ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ลดคอเลสเทอรอล ลดการปวดกล้ามเนื้อ หลอดลมอักเสบ แก้หวัด โรคระบบทางเดินอาหาร ปวดประจำเดือน ทำให้สดชื่นแจ่มใส คลายเครียด
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : ลาเวนเดอร์ เจอราเนียม โรสวู๊ด
ข้อควรระวังในการใช้ : อาจระคายเคืองกับผิวหากใช้ในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 4 ชั่วโมงหลังการใช้กับผิว

ยูคาลิปตัส : Eucalyptus (Eucalyptus globulus)

ธาตุ : ไฟ
การสกัด : Steam Distillation จากใบ
Note : Top
สรรพคุณ : ลดการอักเสบ ลดการติดเชื้อที่ผิวหนัง แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ เพิ่มความดันโลหิต แก้ไอ เจ็บตอ แก้หวัด แก้ไข้ แก้ท้องเสีย บรรเทาอาการไตอักเสบ แก้ไมเกรน ระงับอารมณ์ ช่วยให้เกิดสมาธิ
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ ซีดาร์วู๊ด กำยาน ตะไคร้หอม
ข้อควรระวังในการใช้ : ผู้ที่ความดันโลหิตสูง เป็นโรคลมชัก ลมบ้าหมู ห้ามใช้

กระดังงา : Ylang ylang (Cananga odorata)

ธาตุ : ดิน
การสกัด : Steam Distillation จากดอก
Note : Base to Middle
สรรพคุณ : แก้สิว บำรุงผิว ลดความดัน ทำให้ฮอร์โมนสมดุลย์ แก้ปัญหาระบบสืบพันธ์ แก้อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ลดการซึมเศร้า วิกตกกังวล คลายเครียด ปรับอารมณ์ให้ปกติ
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : ตะไคร้หอม แฝกหอม เบอร์กาม็อท ส้ม แพ็ทชูลี่ เกรพฟรุ๊ต โรสวู๊ด ไม้จันทร์หอม
ข้อควรระวังในการใช้ : อาจระคายเคืองกับผิวบอบบาง

เจอราเนียม : Geranium (Pelargonium graveolens)

ธาตุ : น้ำ
การสกัด : Steam Distillation จากดอกหรือใช้ทั้งต้น
Note : Middle
สรรพคุณ : ลดการอักเสบ บำรุงผิว สร้างเซลล์ผิว แก้เส้นเลือดฝอยแตก เส้นเลือดขอด ลดความดัน แก้เจ็บคอ แก้อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) คลายเครียด ซึมเศร้า ทำให้จิตใจแจ่มใส
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : เบอร์กาม็อท ซีดาร์วู๊ด ลาเวนเดอร์ แพ็ทชูลี่ เกรพฟรุ๊ต ส้ม โรสแมรี่ เพทติเกรน ไม้จันทร์หอม
ข้อควรระวังในการใช้ : สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ ผู้มีความดันต่ำควรหลีกเลี่ยง

เบอร์กาม็อท : Bergamot (Citrus bergamia)

ธาตุ : ลม
การสกัด : Steam Distillation หรือ Cold Press จากผล
Note : Top
สรรพคุณ : บำรุงผม กระตุ้นการงอกของเส้นผม แก้รังแค สิว จุดด่างดำ แก้หวัด เจ็บคอ ทอลซิล แก้โรคติดเชื้อ แก้ท้องเสีย จุกเสียด แก้อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) ช่วยให้จิตใจเบิกบานแจ่มใส
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : ส้ม ลาเวนเดอร์ เจอราเนียม แพ็ทชูลี่ กระดังงา พาร์มาโรซ่า
ข้อควรระวังในการใช้ : อาจระคายเคืองกับผิวบอบบาง หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 4 ชั่วโมงหลังการใช้กับผิว

โรสแมรี่ : Rosemary (Rosemarinus officinalis)

ธาตุ : ไฟ
การสกัด : Steam Distillation จากดอก ใบ ต้น
Note : Middle
สรรพคุณ : แก้สิว แก้ผื่นคัน รังแค ผมมัน กระตุ้นการงอกของเส้นผม ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต แก้เส้นเลือดขอด ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ แก้หวัด ไอ หอบหืด ท้องอืด ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : ซีดาร์วู๊ด แฟรงคินเซ้นส์ เจอราเนียม ขิง ส้ม เกรพฟรุ๊ต เปปเปอร์มินท์ ตะไคร้หอม
ข้อควรระวังในการใช้ : สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ ผู้ที่เป็นลมชัก ลมบ้าหมูควรหลีกเลี่ยง

แพ็ทชูลี่ : Patchouli (Pogostemon cablin)

ธาตุ : ดิน
การสกัด : Steam Distillation จากใบที่อบแห้งและหมักแล้ว
Note : Base
สรรพคุณ : แก้สิว แก้ผิวแตก ผิวหนังอักเสบ ลดริ้วรอย ขจัดรังแค บำรุงผม แก้ท้องเสีย ช่วยย่อย ช่วยให้ความรู้สึกทางเพศดีขึ้น ลดอาการก่อนมีประจำเดือน คลายเครียด ปรับสมดุลของจิตใจ ทำให้สดชื่นแจ่มใส
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : แฝกหอม ซีดาร์วู๊ด เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ เบอร์กาม็อท แฟรงคินเซ้นส์ ขิง ตะไคร้หอม โรสวู๊ด ไม้จันทร์หอม พริกไทยดำ
ข้อควรระวังในการใช้ : ค่อนข้างกระตุ้นหากใช้ในปริมาณมาก

กำยาน : Benzoin (Styrax torkinensis)

ธาตุ : น้ำ
การสกัด : Solvent Extract จากยาง
Note : Base
สรรพคุณ : แก้ผิวแตก ผิวอักเสบ บำรุงผิว แก้เท้าแตก กระตุ้นการหมุนเวียนโลหิต แก้อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ แก้หลอดลมอักเสบ ไข้หวัด แก้เครียด ทำให้อบอุ่น สงบระงับ บำรุงหัวใจ
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : แฟรงคินเซ้นส์ ส้ม เบอร์กาม็อท แพ็ทชูลี่ ไม้จันทร์หอม
ข้อควรระวังในการใช้ : หากใช้ในประมาณมากจะทำให้ง่วงเหงา เซื่องซึม

ตะไคร้หอม : Citronella (Cymbopogon nardus)

ธาตุ : ลม
การสกัด : Steam Distillation จากใบ
Note : Top
สรรพคุณ : ทำให้ผิวนุ่มนวล กระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต แก้ปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ แก้หวัด ระงับเชื้อ ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ แก้ปวดหัว ไมเกรน ลดความเครียด ช่วยให้สดชื่นหายอ่อนเพลีย
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : เจอราเนียม ส้ม เบอร์กาม็อท ซีดาร์วู๊ด ยูคาลิปตัส เปปเปอร์มินท์ กระดังงา
ข้อควรระวังในการใช้ : ระคายเคืองกับผิวได้ง่าย ผู้ที่ตั้งครรภ์ห้ามใช้

ทีทรี : Tea tree (Melaleuca alternifolia)

ธาตุ : ไฟ
การสกัด : Steam Distillation จากใบ
Note : Top
สรรพคุณ : แก้สิว แก้รังแค ลดการอักเสบ แก้คัน ระงับเชื้อ แก้เจ็บคอ แก้ไอ หลอดลมอักเสบ แก้ไข้ แก้หวัด กระตุ้นภูมิต้านทาน บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น มีชีวิตชีวา ช่วยการฟื้นตัวหลังผ่าตัด
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ เจอราเนียม ยูคาลิปตัส ขิง ส้ม แมนดาริน
ข้อควรระวังในการใช้ : อาจระคายเคืองกับผิวบอบบาง

แฝกหอม : Vetiver (Vetiveria Zizanioides)

ธาตุ : ดิน
การสกัด : Steam Distillation จากราก
Note : Base
สรรพคุณ : แก้สิว แก้ผิวมัน แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ รูมาติสซึม ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยให้ประจำเดือนเป็นปกติ ช่วยให้นอนหลับได้สนิท ลดการซึมเศร้า คลายเครียด เพิ่มความรู้สึกทางเพศ
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : กำยาน แฟรงคินเซ้นส์ เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ แพ็ทชูลี่ กระดังงา โรสวู๊ด เกรพฟรุ๊ต
ข้อควรระวังในการใช้ : เป็นน้ำมันหอมที่ปลอดภัย

แฟรงคินเซ้นส์ : Frankincense (Baswellia thurifera)

ธาตุ : น้ำ
การสกัด : Steam Distillation จากยาง
Note : Base
สรรพคุณ : แก้ผิวมัน ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ลดการอักเสบ ติดเชื้อ แก้โรคระบบทางเดินหายใจ ไซนัส แน่นหน้าอก หอบหืด ลดการวิตกกังวล คลายเครียด ทำให้เกิดสมาธิ
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : แฝกหอม เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ ส้ม เบอร์กาม็อท
ข้อควรระวังในการใช้ : โดยทั่วไปจัดเป็นน้ำมันหอมที่ปลอดภัย แต่อาจระคายเคืองกับผิวบอบบาง

เปปเปอร์มินท์ : Peppermint (Mentha piperita)

ธาตุ : ลม
การสกัด : Steam Distillation จากต้นและดอก
Note : Top
สรรพคุณ : แก้สิว ผื่นคัน ลดการติดเชื้อ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ คลายกล้ามเนื้อ แก้หลอดลมอักเสบ ไซนัส แก้ท้องเสีย ขับลม ช่วยย่อย แก้ปวด ทำให้สดชื่น คลายเครียด
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : กำยาน โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ ยูคาลิปตัส ซีดาร์วู๊ด มาโจแรม แมนดาริน
ข้อควรระวังในการใช้ : อาจระคายเคืองกับผิว สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยง

ขิง : Ginger (Zingiber officinale)

ธาตุ : ไฟ
การสกัด : Steam Distillation จากเหง้า
Note : Top
สรรพคุณ : แก้สิว กระตุ้นการงอกของเส้นผม แก้แผลฟกช้ำ แก้ปวดกล้ามเนื้อ แวดตามข้อ ตะคริว แก้ไอ เจ็บคอ หวัด แก้ไข แก้ท้องเสีย ขับลม คลื่นไส้ เมาค้าง คลายเครียด ลดความเหนื่อยล้า
กลิ่นที่เข้ากันได้ดี : ยูคาลิปตัส แฟรงคินเซ้นส์ เจอราเนียม โรสแมรี่ แพ็ทชูลี่ แฝกหอม ซีดาร์วู๊ด ส้ม โรสวู๊ด
ข้อควรระวังในการใช้ : อาจระคายเคืองกับผิวบอบบาง หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 4 ชั่วโมงหลักการใช้กับผิว

เป็นไงคะ ฟ้าเลือกเอาน้ำมันหอมระเหยมาแนะนำให้รู้จักกัน 16 ชนิด แยกตามธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ น้ำมันหอมที่เลือกมาแนะนำนี้นะคะ สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก ราคาถูก แพง ต่างกันไปแล้วแต่ชนิด สามารถนำมาผสมกันให้เกิดกลิ่นที่ชอบ มีผลทางบำบัดรักษาโรคได้หลายอย่างด้วยค่ะ

ที่มา : http://www.banhonethai.com/

ธาตุเจ้าเรือนตามหลักแพทย์แผนไทย (1)

หากคุณได้อ่านหนังสือหรือเคยได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับ Aromatherapy หรือ เรื่องของน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) กันมาบ้าง คุณคงจะเคยผ่านหู ผ่านตากับเรื่องของธาตุกันมาบ้างแล้วนะคะ เพราะแนวทางการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือทางจิตใจก็ตาม จะอิงหลักการของธาตุประจำตัวของผู้ที่มารับการบำบัด ซึ่งก็คือธาตุเจ้าเรือนตามหลักแพทย์แผนไทย หรือธาตุประจำราศีเกิดตามหลักโหราศาสตร์ไทย ขึ้นอยู่กับว่าผู้ทำการรักษาจะยึดแนวทางไหนมาใช้พิจารณา สำหรับข้อเขียนชุดนี้ ฟ้า (เอ่อ… ผู้เขียนชื่อฟ้าค่ะ) ขอใช้หลักธาตุประจำราศีเกิด (ย้ำ…ตามหลักโหราศาสตร์ไทยนะคะ ไม่ใช่โหราศาสตร์สากล) มาพิจารณาในการปรุงค่ะ

แล้วธาตุประจำราศีเกิดมันเกี่ยวข้องยังไงกับอโรมาเธอราปีล่ะคะ หลายคนคงสงสัยเหมือนฟ้าในตอนแรกที่เข้ามาศึกษาเรื่องนี้นะคะ คือมันยังงี้ค่ะ

ก่อนอื่นต้องอธิบาย (เขินค่ะ ความจริงต้องบอกว่าจำเค้ามาเล่าต่อจะถูกต้องกว่านะคะ) เรื่องราศีเกิดกันก่อน คือหลักโหราศาสตร์ไทยรวมถึงหลักโหราศาสตร์สากล ได้แบ่งช่วงเวลา 1 ปีออกเป็น 12 ราศี โดยเริ่มต้นที่ราศีเมษ (Aries) ซึ่งถือเป็นราศีแรก ต่อมาคือราศีพฤษภ (Taurus) เมถุน (Gemini) เรื่อยไปจนถึงราศีมีน (Pisces) แต่ละราศีจะมีธาตุประจำราศีที่แตกต่างกันออกไป บุคคลที่เกิดในราศีต่าง ๆ ก็จะถูกอิทธิพลของธาตุประจำราศีนั้น ๆ กำหนด ซึ่งจะแสดงออกมาโดยทางบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอ โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น
คราวนี้ เรามาดูบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอของผู้ที่เกิดในราศีต่าง ๆ ก่อนนะคะ

ราศีเมษ (Aries) เกิดระหว่างวันที่ 13 เม.ย. – 14 พ.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุไฟ
ดาวประจำราศี : ดาวอังคาร
ลักษณะเด่น : เป็นคนชอบเสนอความคิดเห็น คิดเร็วทำเร็ว กิริยาการเคลื่อน
ไหวเร็วกระตือรือร้น ชอบเถียง ไม่กลัวใคร ดื้อ มีสมองดี ความจำดี ความ
สามารถในการทำงานสูง มีไฟในการทำงานตลอดเวลา ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย
มีความต้องการทางเพศสูง ผู้หญิงจะพูดเก่ง ขี้หึง

ราศีพฤษภ (Taurus) เกิดระหว่างวันที่ 15 พ.ค.–14 มิ.ย.

ธาตุประจำราศี : ธาตุดิน
ดาวประจำราศี : ดาวศุกร์
ลักษณะเด่น : ชอบความสงบ รักสันติ มีความหนักแน่น เยือกเย็น พูดช้าแต่ชัดเจน เป็นคนทำมากกว่าพูด ชอบความรักแบบโรแมนติก การสัมผัส กอดจูบ ผู้หญิงจะอารมณ์อ่อนไหว

ราศีเมถุน (Gemini) เกิดระหว่างวันที่ 15 มิ.ย. – 15 ก.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุลม
ดาวประจำราศี : ดาวพุธ
ลักษณะเด่น : พูดเก่ง มีวาทะศิลป์ เก่งทางด้านการแสดงออก คล่องแคล่ว ว่องไว ไม่ชอบทำอะไรตามกำหนดกฎเกณฑ์ ชอบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ปรับตัวได้ดี คิดเร็วทำเร็ว เจ้าชู้ รักง่ายหน่ายเร็ว ผู้หญิงจะเป็นคนสวย มีเสน่ห์ยั่วยวน มักจะเป็นคนขี้เหงา

ราศีกรกฎ (Cancer) เกิดระหว่างวันที่ 16 ก.ค. – 16 ส.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุน้ำ
ดาวประจำราศี : พระจันทร์
ลักษณะเด่น : สนใจในเรื่องลี้ลับ มีจินตนาการกว้างไกล อ่อนโยนแต่อ่อนไหวง่าย ใจน้อย ใครว่าอะไรไม่ได้ รักจริงเกลียดจริง ตรงไปตรงมา ชอบ เกลียดอะไรก็จะแสดงออกมาให้เห็น นิสัยมัธยัตถ์ ชอบอยู่กับบ้าน เป็นพ่อบ้านแม่บ้านที่ดี ปรับตัวได้เก่ง อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย

ราศีสิงห์ (Leo) เกิดระหว่างวันที่ 17 ส.ค. – 16 ก.ย.

ธาตุประจำราศี : ธาตุไฟ
ดาวประจำราศี : พระอาทิตย์
ลักษณะเด่น : รักเกียรติ รักศักดิ์ศรี หยิ่ง แต่งตัวดี มีรสนิยม ชอบทำตัวเด่น มีความเป็นผู้นำ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เสน่ห์แรง เจ้าชู้ ขี้หึง รักใครรักจริง ชอบความเป็นระเบียบ รักความสะอาด มีความรับผิดชอบสูง จิตใจมั่นคง ตัดสินใจแล้วไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ ใจกว้าง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

ราศีกันย์ (Virgo) เกิดระหว่างวันที่ 17 ก.ย. – 16 ต.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุดิน
ดาวประจำราศี : ดาวพุธ
ลักษณะเด่น : มีความเป็นระเบียบวินัยสูง รักความสะอาด ชอบเอาใจใส่ดูแลผู้อื่น ทำอะไรตามขั้นตอน ชอบพูด วิเคราะห์ วิจารณ์ มีความรู้ดี รอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ จิตใจเยือกเย็น รักสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง ละเอียด รอบคอบ ความรักเรียบง่าย ไม่หวือหวา ค่อยเป็นค่อยไป

ราศีตุลย์ (Libra) เกิดระหว่างวันที่ 17 ต.ค. – 15 พ.ย.

ธาตุประจำราศี : ธาตุลม
ดาวประจำราศี : ดาวศุกร์
ลักษณะเด่น : รักความยุติธรรม รู้จักกาละเทศะ อะไรควรอะไรไม่ควร กริยามารยาทอ่อนโยน เก็บความรู้สึกได้ดี ชอบฟุ้งเฟ้อ หรู การแต่งตัวต้องดูดี ชอบเข้าสังคมที่ดี มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร่าเริง เจ้าชู้แต่จริงใจ ไม่ชอบพูดมาก ใจอ่อน ชอบเพ้อฝัน มีจินตนาการสูง ชอบสถานที่โรแมนติก

ราศีพิจิก (Scorpio) เกิดระหว่างวันที่ 16 พ.ย. – 15 ธ.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุน้ำ
ดาวประจำราศี : ดาวอังคาร
ลักษณะเด่น : หยิ่ง ทะนงตัว มีความทะเยอทะยานสูง จิตใจมุ่งมั่น ทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ มีพลังในการต่อสู้กับปัญหา บุคลิกข่มผู้อื่น ผู้หญิงจะมีเสน่ห์ มีอำนาจลึกลับ สนใจในศาสตร์ลึกลับ เรื่องเหนือธรรมชาติ ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ มีสัมผัสที่หก

ราศีธนู (Sagittarius) เกิดระหว่างวันที่ 16 ธ.ค.–14 ม.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุไฟ
ดาวประจำราศี : ดาวพฤหัสบดี
ลักษณะเด่น : มีความกระตือรือร้น ชอบการเสี่ยง ผจญภัย ไม่กลัวอันตรายใด ๆ ใจร้อน ใจเร็ว ช่างพูด แจ่มใส ร่าเริง รักอิสสระ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น รักความยุติธรรม มีพลังทางเพศสูง คิดมาก ฟุ้งซ่าน แต่มีความจำดี มีสัมผัสที่หก มีลางสังหรณ์ มักมีโชคดีอยู่เสมอ ศึกษาเรื่องลึกลับ โหราศาสตร์ได้ดี

ราศีมังกร (Capricorn) เกิดระหว่างวันที่ 15 ม.ค.–12 ก.พ.

ธาตุประจำราศี : ธาตุดิน
ดาวประจำราศี : ดาวเสาร์
ลักษณะเด่น : บุคลิกเงียบขรึม หยิ่งในศักดิ์ศรี เป็นนักวางแผน เคร่งครัด เอาจริงเอาจัง มีระเบียบวินัยสูง ทำอะไรจะมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ทำงานอย่างทุ่มเท ชอบทำงานเบื้องหลัง พูดน้อยแต่มีหลักการ รักใครรักจริง ผู้หญิงจะมีรสนิยมสูง ใช้ของดีมีราคา

ราศีกุมภ์ (Aquarius) เกิดระหว่างวันที่ 13 ก.พ.–14 มี.ค.

ธาตุประจำราศี : ธาตุลม
ดาวประจำราศี : ราหู
ลักษณะเด่น : มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงจนบางครั้งกลายเป็นดื้อไม่ฟังใคร ชอบทำอะไรที่แปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร ชอบความเป็นส่วนตัว ไม่ค่อยไว้ใจใคร จึงมีเพื่อนน้อย โกรธง่ายหายเร็ว ทำอะไรทุ่มเทสุดตัว ไม่สำเร็จไม่หยุดทำ รักอิสสระ จึงมักเป็นโสดนานแต่งงานช้า บางคนชอบโหราศาสตร์ มีสัมผัสที่หก

ราศีมีน (Pisces) \ เกิดระหว่างวันที่ 15 มี.ค. – 12 เม.ย.

ธาตุประจำราศี : ธาตุน้ำ
ดาวประจำราศี : ดาวพฤหัสบดี
ลักษณะเด่น : เป็นคนอ่อนไหว โรแมนติก ช่างฝัน ชอบเพ้อเจ้อ ไม่ค่อยลงมือทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน รักเพื่อน ไม่ชอบการต่อสู้ดิ้นรน ชอบทำตัวสบาย ๆ ให้ผู้อื่นคอยช่วยเหลือ เก่งด้านการเลียนแบบ ซึมซับเอาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเข้ามาได้ง่าย มีความจริงใจกับทุกคน

ที่มา : http://www.banhonethai.com/

Monday, 4 December 2006

อาหารปรับธาตุ

อาหารของผู้มีธาตุเจ้าเรือนเป็น ธาตุดิน

คนธาตุดิน ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลี กล้วย มะละกอ เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ผักกะเฉด

สรรพคุณของอาหาร
อาหารรสฝาด...ช่วยสมานปิดธาตุ หากรับประทานมากเกินไป ทำให้ฝืดคอ ท้องอืด ท้องผูก
อาหารรสหวาน...ทำให้ชุ่มชื่น บำรุงำลัง หากรับประทานมากเกินไป ทำให้ง่วงนอน เกียจคร้านได้
อาหารรสมัน...แก้เส้นเอ็นพิการ ปวด ขัดยอก กระตุก

ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า...ข้าวต้ม ถั่วลิสงคั่วเกลือ กุ้งหวาน ถั่วงอกผัดเต้าหู้เหลือง
อาหารกลางวัน...วุ้นเส้นผัดไทย ขนมจีนน้ำพริก หมี่กระทิ ข้าวซอยไก่
อาหารเย็น...แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดไก่ใส่ฟักทอง ปลากุเลาเค็มทอด แกงอ่อมไก่ ผัดดอกกุ่ยช่ายกับตับหมู ยำถั่วพู แกงแคไก่ หลนเต้าเจี้ยว ยำหัวปลี
ผักจิ้ม...หัวปลี ยอดกระถิน ใบบัวบก ยอดมะม่วงหิมพานต์
ผลไม้...ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มังคุด เงาะ ลำไย
เครื่องดื่ม...น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโม น้ำเต้าหู้
ของหวาน...ถั่วเขียว กล้วยน้ำว้านึ่ง มะพร้าวขูด กล้วยหักมุก ฟักทองนึ่งมะพร้าวขูด กล้วยบวชชี



อาหารของผู้มีธาตุเจ้าเรือนเป็น ธาตุน้ำ

ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่นมะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน
หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด

สรรพคุณอาหาร
อาหารรสเปรี้ยว แก้เสมหะพิการ กัดฟอกเสมหะ กระตุ้นน้ำลาย เจริญอาหาร หากรับประทานมากเกินไปทำให้ท้องอืด แสลงแผลร้อนใน

ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า...ข้าวต้ม ยำกุ้งแห้ง ชี่เช็กไฉ่ กระเทียมดองผัดไข่
อาหารกลางวัน...ไก่ย่าง ส้มตำ ลาบปลาดุก ต้มแซบ ข้าวยำปักษ์ใต้ ข้าวคลุกกระปิ ก๋วยเตี๋ยว ต้มยำสุโขทัย
อาหารเย็น...ต้มยำไก่ใบมะขามอ่อน น้ำพริกปลาย่าง ผัดเปรี้ยวหวาน ปลากระง แกงส้มผักบุ้ง น้ำพริกมะขามสด ปลาทอดยำทะเล
ผักจิ้ม...ยอดมะขามอ่อน ยอดมะกอก ผักแต้ว
ผลไม้...สัปปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ
เครื่องดื่ม...น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสัปปะรด
ของหวาน...กระท้อนลอยแก้ว ส้มลอยแก้ว สัปปะรดลอยแก้ว



อาหารของผู้มีธาตุเจ้าเรือน ธาตุลม

ควรรับประทานผักผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหราพา
หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด

สรรพคุณอาหาร
รสเผ็ดร้อน แก้โรคในกองลมลมจุกเสียด ปวดท้อง ลมป่วง หากรับประทานมากเกินไปทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียและเผ็ดร้อน

ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า...ข้าวต้ม ขิงดองเต้าเจี้ยว ผัดผักบุ้งไฟแดง ยำปลาทูน่าใส่หอมใหญ่ โจ๊กหมูใส่ขิง
อาหารกลางวัน...วุ้นเส้นผัดขี้เมากุ้ง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนแกงเขียวหวาน
อาหารเย็น...แกงเลียง ไก่ผัดขิงสด ปลาทอดราดพริก แกงป่าใส่ปลาช่อน น้ำพริกลงเรือ ผัดพริกขิงปลาทู ต้มส้มปลาทูสด ยำรวมมิตรทะเล ไก่ผัดพริกหยวก
ผักจิ้ม...ใบชะพลู ขมิ้นขาว ผักแขยง ผักชีล้อม ใบสะระแหน่ ใบแมงลัก ใบโหราพา
ผลไม้...ชมพู่ แตงโม แตงไทย
เครื่องดื่ม...น้ำขิง น้ำตะไคร้
ของหวาน...เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง มันต้มน้ำตาลใส่ขิง ขนมเทียนไส้เค็ม



อาหารของผู้มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ

ควรรับประทานผักผลไม้ที่มีรสขม รสเย็น รสจืด เช่นสะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ
ควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน

สรรพคุณอาหาร
อาหารรสขม...แก้โลหิตเป็นพิษ ดีพิการ เพ้อครั่ง หากรับประทานมาก ทำให้กำลังตกอ่อนเพลีย
อาหารรสเย็น...แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ไข้พิษ แก้ไข้เพื่อกำเดา ดับพิษร้อนตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า...ซุปรากบัวเห้ดหอม ตุ๋นมะระ ซี่โครงหมู ข้าวต้ม ใบปอผัด ปลาใบขนุนนึ่งจิ้มเต้าเจี่ยว ต้มจับฉ่าย
อาหารกลางวัน...ข้าวแช่ ข้าวราดหน้าไก่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ
อาหารเย็น...แกงขี้เหล็ก ห่อหมกใบยอ น้ำปลาหวานสะเดา ปลาดุกย่าง แกงจืดตำลึงหมูสับ แกงปลาดุกใส่มะระ ปลาช่อนผัดคึ่นช่าย ผัดมะเขือยาว
ผักจิ้ม...ถั่วพู แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักบุ้ง ใบบัวบก กระเจี๊ยบมอญ กุ่มดอกขจร ชะอมบัวสาย ผักกระเฉด ผักกูด ผักขม ผักชีฝรั่ง
ผลไม้...ชมพู่ แตงโม มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน
เครื่องดื่ม...น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก็กฮวย น้ำมะตูม น้ำแตงโม
ของหวาน...เฉาก๊วย รากบัวต้มใส่เมล็ดบัว เต้าฮวยฟรุตสลัด

ที่มา : http://www.herb108.com/

กรุ๊ปเลือดกับอาหาร

กรุ๊ปเลือด A

สิ่งที่ควรทำ
1. ฝึกฝนการใช้ความคิดสร้างสรรค์และรู้จักแสดงความรู้สึกออกมาบ้าง
2. วางแผนการที่จะทำในแต่ละวัน
3. หาเวลาพักระหว่างวันทำงานอย่างน้อย 2 ช่วง ช่วงละ 20 นาที ใช้เวลานั่งคิดไตร่ตรองสิ่งต่างๆ
4. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ
5. บริโภคโปรตีนเพิ่มมากขึ้นในมื้อเช้า และลดปริมาณลงในมื้อเย็น
6. ไม่ควรกินเมื่อรู้สึกหงุดหงิด
7. เปลี่ยนมารับประทานอาหารมื้อเล็กๆ 6 มื้อต่อวัน แทน 3 มื้ออย่างเคย เพราะจำนวนครั้งที่ถี่มากขึ้น ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานดีขึ้น
8. หาเวลาครึ่งชั่วโมง ฝึกจิตใจให้สงบสัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์
9. หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจ
10. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

กินอย่างไร
คนที่มีเลือดกรุ๊ป A ควรงดนมสด รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยและชีส เพราะจะทำให้รู้สึกแน่นท้อง เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หันมารับประทานผักใบเขียว และใบเหลืองอย่างฟักทอง แครอท ผักขม บร็อคโคลี่ และพืชตระกูลถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง และช่วยป้องกันโรคมะเร็งด้วย ไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะผู้ที่มีเลือดหมู่นี้จะไม่ค่อยมีเอนไซม์และกรดในกระเพาะอาหารที่จำเป็นต่อการย่อยโปรตีนเนื้อสัตว์ ดื่มชาใบเขียวเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้ ควรจำกัดน้ำตาล คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปเพิ่มความเครียด และทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานได้ช้าลงอาหารเช้าควรอุดมด้วยโปรตีน สำหรับคนเลือดกรุ๊ป A อาหารเช้าถือเป็นมื้อสำคัญที่สุด และไม่ควรอดอาหาร เพราะจะทำให้ก่อให้เกิด ความเครียดได้ คนเลือดกรุ๊ป A จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดสูงมาก เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ออกมาในปริมาณสูง แต่ฮอร์โมนดังกล่าว สามารถลดลงได้ถ้าได้ทำกิจกรรมที่ร่างกายต้องจดจ่อกับสิ่งๆหนึ่งอย่างโยคะ ไทชิ หรือฝึกสมาธิ กำหนดลมหายใจ

จัดการกับอารมณ์
1. ระบายความรู้สึกออกมาถ้าต้องการ อย่าเก็บกดเอาไว้
2. ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมหรืองานอื่น ต้องจัดการสิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จ
3. เด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ การผัดวันประกันพรุ่ง จะทำให้เกิดความเครียดได้
4. ใน 1 เดือน หาเวลา 1 วัน อยู่เงียบๆตามลำพัง
5. หากออกกำลังกาย อย่าหักโหม ต้องหยุดพักก่อนถึงขีดจำกัดของร่างกาย



กรุ๊ปเลือด B

ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป B ควรบริโภคเนื้อสัตว์ปลอดสารปรุงแต่งเจือปนและไม่ติดมันหลายๆครั้งใน 1 สัปดาห์ เพราะคนหมู่เลือดนี้สามารถเผา ผลาญโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดี ไม่ควรบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป และหลีกเลี่ยงเนื้อไก่ แต่นมและผลิตภัณฑ์จาก นมกลับเหมาะสำหรับคนเลือดกรุ๊ป B เป็นอย่างมาก ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป B
ควรออกกำลังกายประเภทท้าทายร่างกายและจิตใจ กิจกรรมที่เหมาะ ต้องเป็นประเภทที่ใช้สมาธิควบคู่กับการออกแรงมาก เช่น เทนนิส ศิลปะการต่อสู้ ปั่นจักรยาน เดินทางไกล และกอล์ฟ

จัดการกับอารมณ์
คนเลือดกรุ๊ป B เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลย์ ก็จะสามารถขจัดความเครียดและความวิตกกังวลลงได้ แต่เมื่อใดที่ไม่อยู่ใน สภาวะสมดุลย์ ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลจะเพิ่มสูงขึ้น และทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัส เกิดอาหารเหนื่อยล้าเป็นเวลานาน จิตใจมัวหมองและภูมิคุ้มกันบกพร่อง สิ่งที่ต้องทำคือ ลดฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเครียด ด้วยการทำสมาธิ และการใช้จินตนาการ การหากิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดสมาธิ ซึ่งไทชิ จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด นอกจากช่วยลด ความเครียดแล้ว ยังลดความดันโลหิต และทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น และอาจฟังดนตรีแนวที่ช่วยลดความเครียด หรือเพลงที่ทำให้เกิดจินตนาการ



กรุ๊ปเลือด AB

สิ่งที่ควรทำ
1. ฝึกฝนนิสัยที่เป็นมิตรของคุณ โดยเปิดรับสิ่งใหม่ๆรอบตัว และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่มีการแข่งขันสูง
2. เลิกหมกมุ่นกับปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่ได้มีผลกระทบต่อคุณ
3. ฝึกการใช้จินตนาการเป็นประจำทุกวัน
4. มีแผนการที่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ โดยกำหนดเป็นรายปี เดือน สัปดาห์หรือต่อวัน
5. ค่อยๆเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต อย่าพยายามจัดการกับทุกสิ่งในเวลาเดียวกัน

กินอย่างไร
ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป AB ต้องจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์สีแดง และไม่ควรรับประมานเนื้อไก่ เนื่องจากร่างกายมีกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ อาหาร และน้ำย่อยในลำไส้มีปริมาณน้อย ทำให้ย่อยอาหารได้ยาก เปลี่ยนมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ปลา ไข่ไก่และผักแทน อาหารที่ควรเลี่ยง สำหรับคนเลือดกรุ๊ป A และ B ก็ควรจะเลี่ยงในผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด AB ด้วยกัน เช่น ไม่บริโภคคาเฟอีน และ แอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีน และนอร์อะดรีนาลีน ซึ่งคนเลือดกรุ๊ป AB มีมากอยู่แล้ว ไม่ควรอดอาหาร เพราะจะทำให้เกิดความเครียด ออกกำลังกาย ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป AB ควรทำกิจกรรมทั้งประเภทที่ก่อให้เกิดความสงบนิ่ง และใช้แรงมาก เช่น โยคะและการเต้นแอโรบิค

การจัดการกับอารมณ์
1. วางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอะไร เพื่อช่วยลดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และไม่เกิดความเร่งรีบจนทำอะไรไม่ถูก
2. หยุดพักในวันทำงานด้วยการทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะถ้างานของคุณต้องนั่งอยู่กับที่ เพราะจะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น
3. ปลีกเวลาไปตอบแทนสังคมบ้าง เพราะคนเลือดกรุ๊ปนี้มีพื้นฐานเป็นคนใจบุญสุนทาน และเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลก ซึ่งอาจใช้วิธีบริจาคเงินหรือสิ่งของให้แก่ผู้ยากไร้



กรุ๊ปเลือด O

สิ่งที่ควรทำ
1. มีแผนการที่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ โดยกำหนดเป็นรายปี เดือน สัปดาห์หรือต่อวัน
2. หลีกเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ และอย่าใช้เงินเมื่อเกิดความรู้สึกเครียด
3. หากรู้สึกเครียดหรือหงุดหงิด พยายามทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกเคลื่อนไหว
4. เมื่อเกิดความรู้สึกอยากเหล้า บุหรี่ น้ำตาล และยานอนหลับ สิ่งเหล่านี้ จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดความสุข ในระยะแรกเท่านั้น ควรหากิจกรรมอย่างอื่นแทน

กินอย่างไร
อาหารประเภทโปรตีนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป O ควรรับประทานเนื้อสัตว์ต่างๆให้มาก ยกเว้นหมู นม และผลิตภัณฑ์ จากนมให้บริโภคแต่น้อย เพราะร่างกายจะย่อยได้ยาก จำกีดปริมาณการบริโภคถั่ว รับประทานผัก ผลไม้ให้มาก และเปลี่ยนมา ดื่มชาเขียวแทนกาแฟ ออกกำลังกาย ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป O ที่ออกกำลังสม่ำเสมอ จะมีการตอบสนองต่ออารมณ์ดียิ่งขึ้น การเต้นแอโรบิค วิ่งหรือปั่นจักรยานครั้งละ 30-45 นาที ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เกิดสภาวะสมดุลย์ของอารมณ์

จัดการกับอารมณ์
1. กำหนดแผนการว่าจะทำอะไร เพื่อลดความซ้ำซากจำเจ เพราะเมื่อคนเลือดกรุ๊ป O รู้สึกเบื่อ พวกเขามักทำอะไรเสี่ยงๆ
2. ฝึกรับมือกับความโกรธด้วยวิธีการดังนี้ เมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ ไปเดินเล่นสักพัก ดื่มน้ำ ออกกำลังหรือเขียนระบายความรู้สึกออกมา รอจนกว่าจะหายโกรธ แล้วค่อยกลับมาจัดการกับปัญหา อีกวิธีคือเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา บ่อยครั้ง ความโกรธมีสาเหตุมาจากการเสียความสามารถในการควบคุม เมื่อคุณเลือกที่จะแก้ปัญหามากกว่าระเบิดอารมณ์โกรธ ออกมา ก็จะสามารถควบคุมระดับความเครียดในร่างกายให้คงที่ได้

ที่มา : http://nenfe.nfe.go.th/kku/index1.html

บำบัดรักษาด้วยกลิ่นหอม ตามธาตุเจ้าเรือน (จบ)

น้ำมันหอมระเหยหลายชนิด สามารถสกัดได้จากสมุนไพรไทย มีสรรพคุณเป็นที่ยอมรับในหลายๆด้าน เมื่อนำมาวิเคราะห์ตามหลักธาตุเจ้าเรือนของคนไทยทั้ง 4 ธาตุนั้น เราสามารถแบ่งออกได้ตามนี้



ธาตุดิน

ไพล ( Plai )
สรรพคุณ
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )
ช่วยแก้ปัญหาระบบย่อยอาหาร ( Digestive Problems)
บรรเทาอาการวิงเวียน / เมารถ / เมาเรือ / เมาเครื่องบิน ( Nausea / Travel sick )



ธาตุน้ำ

กระดังงา ( Ylang Ylang )
สรรพคุณ
ลดความท้อแท้ หดหู่ ( Depression )
ลดความอ่อนเพลีย / ล้า ( Fotigue )
ช่วยเรื่องความดันโลหิตสูง ( High Blood Pressure )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
ลดความตึงเครียด / กดดัน ( Stress / Tense )

เจราเนียม ( Geranium )
สรรพคุณ
ช่วยเรื่องความดันโลหิตสูง ( High Blood Pressure )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ( Muscle Relaxing )

มะลิ ( Jasmine )
สรรพคุณ
ลดความท้อแท้ หดหู่ ( Depression )
บรรเทาอาการปวดศรีษะ ( Headaches )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
ปัญหาหย่อนสมรรถภาพ ( Low Sex Drive )
เหมาะสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ( Menopausal Problems )

ลาเวนเดอร์ ( Larvender )
สรรพคุณ
แก้น้ำกัดเท้า ( Athlet’s Foot )
บรรเทาอาการเมาค้าง ( Hang Over )
บรรเทาอาการหวัด ( Colds )
บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ ( Bronchitis )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
ช่วยเรื่องความดันโลหิตสูง ( High Blood Pressure )
แก้ปวดเมื่อย ( Muscle aches )
ลดความตึงเครียด / กดดัน ( Stress / Tense )

กำยาน ( Benzoin )
สรรพคุณ
ลดการอักเสบ ( Anti – inflammatory )
ลดการออกซิไดซ์ ( Antioxidant )
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )
เป็นยาฝาดสมาน ( Antiseptie )
บรรเทาอาการปวดตามข้อ ( Arthritis , Gout , Rheumatism )
บรรเทาอาการหอบหืด บรรเทาอาการปวดตามข้อ ( Arthritis , Gout , Rheumatism )
ลดความตึงเครียด ( Nervous tension / Stress )
ลดอาการผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ( Dry Skin , irritate Skin )



ธาตุลม

ขมิ้น ( Turmerie )
สรรพคุณ
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )
ช่วยแก้ปัญหาระบบย่อยอาหาร ( Digestive Problems)
ป้องกันแผลติดเชื้อ ( Infected Wounds )
คลายความปวดเมื่อย ( Muscle Aches )
บรรเทาอาการวิงเวียน / เมารถ / เมาเรือ / เมาเครื่องบิน ( Nausea / Travel sick )
แก้วิงเวียน ( Nausea )

มิ้น ( Mint )
สรรพคุณ
บรรเทาอาการหวัด / ลดไข้ ( Colds / Fever )
ช่วยผ่อนคลายความเครียด ( Stress )
บรรเทาอาการปวดศรีษะ / ไมเกรน ( Headaches / Migraine )

ตะไคร้หอม ( Citronella )
สรรพคุณ
ไล่ยุง / แมลง ( Insect Repellent )
บรรเทาอาการหวัด ( Colds )
บรรเทาอาการปวดศรีษะ / ไมเกรน ( Headaches / Migraine )
ลดอาการอ่อนเพลีย / ล้า ( Fatigue )

มะกรูด (Thai Bergamot )
สรรพคุณ
ขจัดความวิตกกังวล ( Anxiety )
ลดความท้อแท้หดหู่ ( Depression )
ช่วยให้ผมขึ้น ( Hair Growth )
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ( Muscle Relaxing )

เปลือกส้ม ( Orange peel )
สรรพคุณ
ช่วยผ่อนคลายความเครียด ( Stress )
ลดการอ่อนเพลีย / ล้า ( Fatigue )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
แก้ปวดเมื่อย ( Muscle anches )

ตะไคร้ ( Lemongress )
สรรพคุณ
ช่วยผ่อนคลายความเครียด ( Stress )
ลดความท้อแท้หดหู่ ( Depression )
บรรเทาอาการปวดศรีษะ / ลดไข้ ( Headaches / Fever )
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ( Muscle Relaxing )

ส้ม ( Mandarin )
สรรพคุณ
ลดความท้อแท้หดหู่ ( Depression )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
เหมาะสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ( Menopausal Problems )

Bergamot
สรรพคุณ
ขจัดความวิตกกังวล ( Anxiety )
ลดความท้อแท้หดหู่ ( Depression )
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ( Muscle Relaxing )

ใบมะกรุด ( Petit Grain )
แก้สิว ( Acue )
แก้ผิวมันและผมมัน ( Greasy Skin and hair )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
ลดการตึงเครียด ( Stress )
กระตุ้นระบบประสาท ( Stimulant Nervous )
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )

กระเพรา ( Holy Basil )
สรรพคุณ
บรรเทาอาการท้องเสีย ( Anti Diarrheas )
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )
ละลายไขมัน ( emulsified fat )
ช่วยดึงดูดแมลง ( Insect Attractant )

Neroll
สรรพคุณ
ขจัดความวิตกกังวล ( Anxiety )
ลดความท้อแท้หดหู่ ( Depression )
ปัญหาหย่อนสมรรถภาพ ( Low Sex Drive )
เหมาะสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ( Menopausal Problems )

โหราพา ( Sweet Basil )
สรรพคุณ
แก้ปวดฟัน ( Toothache )
แก้ไอ ( Coughs )
ลดอาการหดหู่ ( Antidepressant )
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ( Simulate Blood Circulation )
ฆ่าเชื้อ ( Antiseptic )
ช่วยแก้ปัญหาระบบย่อยอาหาร ( Digestive Problems)
ป้องกันแผลติดเชื้อ ( Infected Wounds )
คลายความปวดเมื่อย ( Muscle Aches )
บรรเทาอาการวิงเวียน / เมารถ / เมาเรือ / เมาเครื่องบิน ( Nausea / Travel sick )
แก้วิงเวียน ( Nausea )



ธาตุไฟ

เสม็ดขาว
สรรพคุณ
บรรเทาหลอดลมอักเสบ / แก้หวัด ( Bronchitis / Cold )
บรรเทาอาการหวัด / ไอ ( Cold / Coughs )
แก้ปวดเมื่อย ( Muscle aches )

การบูร ( Camphor )
สรรพคุณ
แก้สิว ( Acne )
ลดอาการอักเสบ ( Anti – Inflammatory )
แก้ฝ้า ( Anti Spot )
ไล่แมลงและยุง ( Insect Repellent )
บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบและไอ ( Bronchitis and Coughs )
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

พิมเสน ( Borneol )
สรรพคุณ
เป็นยาฝาดสมาน ( Astringent )
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ( Stimulate Blood Circulation )
บรรเทาอาการปวดตามข้อ ( Arthritic Gout , Rheumatism )
แก้หืดหอบ บรรเทาอาการปวดตามข้อ ( Bronchitis and Coughts )
บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบและไอ
ลดความตึงเครียด ( Tension / Stress )

ยูคาลิปตัส ( Eucalyptus )
สรรพคุณ
บรรเทาอาการหวัด / ไอ / ลดไข้ ( Cold / Coughs / Fever )
บรรเทาอาการปวดศรีษะ ( Headaches )
เรื่องความดันต่ำ ( Low Blood Pressure )
บรรเทาอาการกรน ( Snoring )

โรสแมรี่ ( Rosemary )
สรรพคุณ
บรรเทาหลอดลมอักเสบ / แก้หวัด ( Bronchitis / Cold )
บรรเทาอาการเมาค้าง ( Hang Over )
บรรเทาอาการปวดศรีษะ / ไมเกรน ( Headaches / Migraine )
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ( Insomnia )
คลายความปวดเมื่อย ( Muscle Anches )
ช่วยเรื่องความดันต่ำ ( Low Blood Pressure )

Tea Tree Oil
สรรพคุณ
แก้น้ำกัดเท้า ( Athlete ‘s Foot )
บรรเทาอาการอักเสบ / แก้หวัด ( Bronchitis / Cold )
ช่วยเรื่องความดันโลหิตสูง ( High Blood Pressure )
ป้องกันแผลติดเชื้อ ( Infected Wounds )

ที่มา : http://www.herb108.com/

บำบัดรักษาด้วยกลิ่นหอม ตามธาตุเจ้าเรือน (1)

อโรมาเทอราฟี (Aromatherapy ) คือการบำบัดรักษาด้วยกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย มีผลต่อร่างกายและจิตใจ ในทางวิทยาศาสตร์กลิ่นหอมมีผลต่อสมองของคนเรา เมื่อได้รับกลิ่นหอม โมเลกุลของกลิ่นหอมจะผ่านเข้าทางจมูกไปกระตุ้นเซลประสาทรับรู้ความรู้สึกที่อยู่ในสมอง และผ่านไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า Limbic System ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความทรงจำ และที่ Limbic System นี่เองกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรจะเข้าไปมีผลทำให้สมองปล่อยสารต่างๆออกมา เช่น

สารเอนดอร์ฟิน ( Endorphin ) ช่วยลดอาการเจ็บปวด
สารเอนเคฟาลิน ( Encephalin ) ทำให้อารมณ์ดี
สารเซโรโทนิน ( Serotonin) ทำให้สงบเยือกเย็นผ่อนคลาย

น้ำมันหอมระเหย มีข้อห้าม 3 ข้อในการบำบัดรักษา
1 ห้ามรับประทานโดยตรง
2 ห้ามสูดดมโดยตรง เว้นแต่ได้เจือจางแล้ว
3 ห้ามสัมผัสผิวหนังโดยตรง

วิธีใช้ที่ถูกวิธีคือ ก่อนนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้บำบัดรักษา ต้องทำให้เจือจางก่อน ด้วยสารละลายที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่ใช้น้ำมันพืชธรรมชาติต่างๆ เช่นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง แล้วจึงนำมาใช้โดยวิธีต่างๆซึ่งมีทางเลือกได้หลายวิธีดังนี้

1. สูดดมโดยตรง โดยเปิดฝาขวดสูดดมโดยตรง หรือใช้สำลีหรือผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมันหอมจากขวดแล้วสูดดม เช่น ยูคาลิปตัสที่เจือจางแล้ว
2. สูดดมไอระเหย หยดน้ำมันหอมระเหย 5-10 หยด ในเตาต้มน้ำร้น ไอน้ำจะพากลิ่นน้ำมันหอมระเหย กระจายออกไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศให้มีกลิ่นหอม และบำบัดอาการต่างๆแล้วแต่ชนิดของน้ำมันหอมระเหย
3. นวด ผสมน้ำมันหอมระเหย 30 หยด ในน้ำมันชนิดอื่นเช่นน้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก 30 ซีซี นวดร่างกาย สำหรับเด็กให้ลดน้ำหอมลงเหลือ 1 ใน 3
4. น้ำมันทาผิวและเครื่องสำอาง หยดน้ำมันหอมระเหย 30 หยด ผสมน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันสำหรับทาผิวที่ไม่มีกลิ่น 30 ซีซี น้ำมันหอมระเหยบำรุงผิวพรรณ เช่นขมิ้นชัน ทีทรี น้ำมันหอมระเหยกันยุง เช่นตะไคร้หอม
5. การอาบน้ำ แช่น้ำ หยดน้ำมันหอมระเหย 20-30หยด ลงในอ่างน้ำเมื่อแช่น้ำ น้ำมันหอมระเหยจะซึมเข้าไปในผิวหนัง ผสมน้ำมันหอมระเหยเช่นเดียวกันในอ่างน้ำวน
6. การประคบร้อน ประคบเย็น ผสมน้ำมันหอมระเหย 12 หยด ในอ่างน้ำร้อน แล้วนำผ้าขนหนูลงไปแช่แล้วบิดให้พอหมาดๆ นำมาประคบตามส่วนต่างๆของร่างกาย

ที่มา : http://www.herb108.com/

การดื่มน้ำ บำบัดโรค

ดื่มน้ำบำบัดโรคเค้าบอกว่า การดื่มน้ำมากมากจะทำให้อายุยืน ยิ่งถ้าพบว่าผิวหนังแห้ง ไม่ชุ่มชื้น ตา แห้ง มีกลิ่นปาก ท้องผูก เป็นริดสีดวงทวาร นั่นแสดงว่า ร่างกายของคุณกำลังขาดน้ำอย่างยิ่งเชียว

วิธีแก้แบบง่าย, ปลอดภัย และประหยัดที่สุดก็คือ การดื่มน้ำ นั่นเอง

แต่...จะดื่มยังไงดี???? นั่น คือคำถาม

ดื่มให้ถูกวิธี คือ ดื่มวันละ 14 แก้ว ได้แก่
1. เวลาตื่นนอนให้ดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว
2. ก่อนอาหารทุกมื้อ มื้อละ 1 แก้ว
3. หลังอาหารทุกมื้อ มื้อละ 1 แก้ว
4. ในเวลา 10.00, 14.00 ,16.00 เวลาละ 1 แก้ว
5. ก่อนนอนดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว
รวม 14 แก้ว ........เอิ๊ก...จะดื่มไหวมั้ยเนี่ย...ต้องลองดูนะ

เทคนิคในการดื่มน้ำเพื่อสุข
เค้าบอกว่าถ้าดื่มในช่วงพระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า ต้องดื่มน้ำอุ่น....
แต่ถ้าพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้ว ให้ดื่มน้ำเย็นค่ะ
เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนหลงลืมอิทธิพล ของพระอาทิตย์-พระจันทร์มานาน ถ้าทำได้ดังที่ว่านั้น เค้าบอกว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณอย่างเห็นได้ชัด เพราะการดื่มน้ำ สามารถทำลาย เชื้อแบคทีเรียได้ ทำให้โอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้ต่ำ สามารถล้างคราบไขมันตามลำคอ และล้างลำไส้ที่มีความยาว 12 เมตรของมนุษย์ได้ ..

ที่สำคัญ การดื่มน้ำในจำนวนนี้ทำให้การขับถ่ายไม่มีปัญหา

สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะสามารถดื่มน้ำได้ตามคำแนะนำนี้หรือเปล่า

ที่มา : http://www.herb108.com/

จมูกข้าว (2)

คุณอาจเคยได้ยินมาว่า รำข้าวที่ให้หมูกิน เป็นของดีที่มีคุณค่าที่ถูกขัดทิ้งจากเมล็ดข้าวอย่างน่าเสียดาย แต่คุณอาจไม่รู้ว่า นอกจากรำข้าว ยังมีสุดยอดของข้าวอีกส่วนที่ถูกขัดทิ้งไปด้วย นั่นคือ " จมูกข้าว" สถาบันวิจัยทางการแพทย์ มูลนิธิซุท แคนาดา ได้เตือนว่า ชาวโลกกำลังบริโภคข้าวขัดขาวมากขึ้น รำข้าวและจมูกข้าวซึ่งอุดมด้วยวิตามินบีและอีได้หลุดหายไปเกือบหมด ด้วยเหตุนี้ประชากรในโลกระยะร้อยปีที่ผ่านมา จึงสูญเสียแหล่งกักตุนวิตามินบีและอีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่งผลให้ประชากรมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งโรคหัวใจ และโรคประสาท

ข้าว อาหารของคนไทย
ลองนึกย้อนดู บางทีอาจพบว่า เรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมล็ดข้าวขาวเล็กกระจิ๋วหลิวน้อยกว่าอาหารชนิดอื่นเสียอีก ทั้งที่กินข้าวทุกวัน วันละสามมื้อ บางคนหุงข้าวไม่เป็นด้วยซ้ำไป ถ้าเลิกผลิตหม้อหุงข้าวชื่อญี่ปุ่นทั้งหลาย คนไทยเกือบครึ่งอาจท้องอืดเพราะกินข้าวสามกษัตริย์ ครูสุขศึกษาบอกเราว่า ข้าวขัดขาวคือข้าวที่ถูกขัดสีจนขาว วิตามินเกลือแร่ที่มีคุณค่าหลุดออกไปในรำข้าวเกือบหมด ถูกต้องครับ การจะนำข้าวเปลือกมาปรุงเป็นอาหารได้นั้น อันดับแรกคือต้องทำให้เปลือกข้าวชั้นนอกสุด ที่แข็งกระด้างหลุดออกไปเสียก่อน สมัยโบราณใช้วิธีตำข้าวเปลือกในครกไม้ แล้ฝัดในกระด้งให้เปลือกที่เบากว่า ไปรวมกันที่ปลายกระด้ง คนทำต้องรู้เทคนิค ข้าวที่ตำให้เปลือกหลุดด้วยมือนี้เอง ที่เราเรียกกันว่า "ข้าวซ้อมมือ" เพราะทำกับมือ แต่การผลิตเป็นอุตสาหกรรม จะมัวมาตำทีละครกย่อมไม่ทันการณ์ จึงมีผู้ประดิษฐ์เครื่องสีข้าว ซึ่งใช้หลักการขัดเปลือกด้วยลูกกลิ้งผิวหยาบด้านหนึ่งเป็นลูกเหล็กเคลือบผิวด้วยหินกากเพชร อีกด้านเป็นแถบยาง ลูกเหล็กจะกลิ้งตลอดเวลา เมื่อเมล็ดข้าวตกลงไป จะถูกขัดให้เปลือกกล่อนหลุด เปลือกข้าวถูกลมเป่าออกมาเป็นแกลบ เหลือรำข้าวหยาบกับข้าวไม่มีเปลือก เรียกข้าวกล้อง (Brown Rice หรือ Cargo Rice หรือ Husked Rice หรือ Loozain Rice) ดังนั้นข้าวซ้อมมือกับข้าวกล้องจึงให้คุณค่าเหมือนกัน ต่างเพียงว่าหนึ่งผลิตด้วยแรงงานมนุษย์ หนึ่งผลิตด้วยเครื่องจักร การสีครั้งแรก เมล็ดข้าวกล้องที่ได้ยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ทำให้ข้าวยังไม่ขาว จึงต้องผ่านขบวนการสีครั้งที่สอง ลอกเยื่อหุ้มออกไปอีก ครั้งนี้เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวจะถูกแยกมาเป็นรำละเอียด ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หลังผ่านการขัดสีอีกหลายครั้ง จึงได้ข้าวขาวอย่างที่ต้องการ บางโรงงานยังมีเครื่องขัดมัน เพื่อให้ขาวสวยเป็นมันอีก

แหล่งวิตามินอี
วิตามินอีมีไม่มากนักในอาหารทั่วไป อาจพบบ้างในน้ำมันจากเมล็ดพืชบางชนิด ลูกนัท ลูกก่อ แปะก้วย ธัญพืช น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่อาหารที่เราคุ้นเคย แต่เชื่อไหมว่า แหล่งที่คุณอาจได้รับวิตามินอีกมากที่สุดคือ ข้าวที่เรากินวันละสามมื้อนี่เอง วิตามินอีมีอยู่มากในเยื่อหุ้มผิวชั้นใน และจมูกของเมล็ดข้าว อนิจจา…น่าเสียดาย เยื่อหุ้มผิวและจมูกข้าวในไทยถูกขัดสีจนหลุดไปหมดกลายเป็นรำข้าวและปลายข้าว ที่เรากินทุกวันนี้คือ ข้าวขัดสามหนจนเหลือแต่แป้งขาว ผลก็คือ สารสำคัญซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แหล่งไฟเบอร์ชั้นดี แหล่งวิตามินบี วิตามินอี และอื่นๆ หลายชนิดพลอยหายไปด้วย แต่ด้วยความรู้ทางโภชนาการที่พัฒนาโดยลำดับ คนหลายกลุ่มได้เห็นความสำคัญของรำและจมูกข้าวที่ถูกขัดทิ้ง จึงหาทางนำกลับมาบริโภค เช่น นักมังสะวิรัติและคนรักธรรมชาติ รู้จักใช้รำอ่อนคั่ว ชงเป็นอาหารเช้าหอมฉุย ฝรั่งเก็บจมูกข้าวสาลีไว้บริโภค เรียกว่า วีทเจิร์ม (Wheat Germ) คนไทยรุ่นใหม่ก็เก่งไม่แพ้กัน แทนที่จะทิ้งจมูกข้าวให้หมูกิน ถึงวันนี้เริ่มหันมาบริโภครำข้าว และจมูกข้าว คืนสิ่งดีๆ ให้แก่สุขภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรที่แม่พระธรณีประทานให้ อย่างรู้คุณค่า

รำข้าวบรรเทาท้องผูก
ถ้าคุณเป็นคนถ่ายไม่คล่อง ท้องผูกบ่อยๆ จงคิดถึงรำข้าว ข้าวซ้อมมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืชชนิดไม่ขัดขาว มันจะช่วยคุณได้มากทีเดียว รำข้าวถือเป็นอาหารสุดยอดที่ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหาร ช่วยให้อุจจาระนุ่มแถมยังมีวิตามินบี และอีซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง รำข้าวที่ว่านี้ อาจเป็นรำข้าวคั่วที่มีขายทั่วไปตามร้านสุขภาพ ร้านมังสวิรัติ หรืออาจซื้อหารำข้าวสะอาดมาอบเชื้อด้วยตนเอง และรวมถึงการรับประทานข้าวกล้องซ้อมมือ หรือผลิตภัณฑ์เช่นข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท ซึ่งทำจากเมล็ดข้าวที่มิได้ขัดขาวก็พอใช้ได้ครับ แต่ไม่ดีเท่ารำแท้ๆ ศูนย์โภชนาการของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ในอังกฤษได้ทดสอบประสิทธิภาพของรำข้าว พบว่า แม้การทานรำข้าวหรือข้าวซ้อมมือวันละเล็กละน้อย ก็สามารถช่วยผู้ป่วยท้องผูกด้วยสาเหตุธรรมดา ทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่ายขึ้นถึงร้อยละ 60 จึงแสดงให้เห็นว่า ปัญหาท้องผูกในคนส่วนใหญ่ เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีกากน้อยนั่นเอง ดร.เดนนิส เขอร์กิต ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า คนโบราณหรือบรรพบุรุษของพวกเรานั้น กินเมล็ดข้าวไม่ขัดถึงวันละประมาณครึ่งกิโล แต่ทุกวันนี้เรากินลดลงเพียงหนึ่งในห้าของคนโบราณเท่านั้น แถมข้าวที่เรากินยังขัดเสียขาวสะอาด จนไม่เหลือจมูกข้าว รำข้าว หรือผิวชั้นนอกที่อุดมด้วยเส้นใยกากอาหารและวิตามินมีประโยชน์หลายชนิด

รำข้าวทำงานอย่างไร ?
รำข้าวและเส้นใยที่ผิวนอกของเมล็ดข้าว จะเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้อุจจาระมีปริมาณมากขึ้น เมื่ออุจจาระแต่ละวันมีปริมาณมากเพียงพอ ก็จะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้คุณเกิดความรู้สึกปวดท้องหนัก ผิดกับยาถ่ายยาระบายส่วนใหญ่ ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองลำไส้บริเวณนี้ จนทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ บีบตัวเกิดอาการปวดท้องแบบเทียมๆ ไม่เป็นธรรมชาติ ผู้เขียนหนังสือ " ปฏิกิริยาตอบโต้ในช่องท้อง" ดร.กรานต์ ทอมป์สัน ให้ข้อคิดเห็นว่า " รำข้าวปลอดภัยที่สุด ถูกที่สุด และเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด สอดคล้องกับระบบกลไกของระบบทางเดินอาหาร "

แนวทางปฏิบัติ
ถึงแม้จะมีความรู้เช่นนี้แล้ว หลายคนก็อาจรู้สึกลังเลและไม่สะดวกที่จะกินรำ " ก็ฉันไม่ใช่หมูนี่คะ จะได้กินรำข้าวกับหยวกกล้วย" จริงครับ พูดง่าย ทำยาก แต่หากคุณรักสุขภาพตนเอง มองเห็นข้อดีของการประสานตนเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติ คุณคงไม่ปฏิเสธอาหารอันมีคุณค่าที่เราเอาไปยกให้หมูกิน บางท่านอาจหาซื้อรำข้าวสำเร็จรูปที่ทำให้คนกินโดยง่าย หรืออาจใช้ข้าวโอ๊ตแทนได้ เลือกซื้อชนิดที่เขียนข้างกระป๋องว่า All Bran หรือ 100% Bran ได้ก็จะมีมาก เริ่มต้นคุณอาจชงรำในน้ำร้อน แต่งกลิ่นรสให้น่ารับประทาน ดื่มพร้อมอาหารเย็นสัก 1-2 ช้อนโต๊ะ ร่วมกับผสมข้าวซ้อมมือปนกับข้าวขาวที่คุณทานปกติ การศึกษาของอังกฤษชิ้นหนึ่งพบว่า การทานอาหารที่ปนรำข้าวเพียงวันละ 3 ช้อนโต๊ะ สามารถเพิ่มปริมาณอุจจาระอีกถึงเท่าตัว และรำข้าวที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะให้ผลดีที่สุด รำข้าวมีคุณสมบัติดูดน้ำไว้ในตัวได้ดีมาก ดังนั้นนอกจากปริมาณอุจจาระเพิ่มมากขึ้นแล้ว มันยังช่วยให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่ายขึ้นด้วย ทดลองดูได้ ไม่ต้องหาซื้อยาฝรั่งที่อาจเป็นอันตราย

ที่มา : http://www.elib-online.com/

จมูกข้าวสาลี

จมูกข้าวสาลี
พญ.ลลิตา ธีระสิริ

เมล็ดข้าวทุกพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี จะมีส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งอยู่ในเมล็ดพืช เรียกว่าจมูกข้าว ซึ่งเป็นส่วนที่จะงอกออกไปเป็นต้นใหม่ ประโยชน์ของจมูกข้าวสาลีคือ เป็นแหล่งโปรตีน ข้าวสาลีต้นใหม่จะงอกได้ก็ต้องอาศัยโปรตีนจากจมูกข้าวสาลีนี่แหละ อุดมด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญ จะช่วยชะลอความชรา ป้องกันโรคเสื่อมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันอัมพาต อุดมด้วยสารเส้นใย ช่วยในการขับถ่าย รักษาสุขภาพลำไส้ใหญ่ และป้องกันมะเร็งลำไส้ มีเกลือแร่เซเลเนียม ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการของวัยหมดประจำเดือน จึงเหมาะมากสำหรับผู้หญิงวัยกลางคน มีสังกะสีมาก ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ชาย เพราะหากผู้ชายคนไหนขาดสังกะสีจะทำให้ต่อมลูกหมากโต จมูกข้าวสาลีจึงป้องกันโรคของต่อมลูกหมาก และป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ วันนี้จะแนะนำให้กินจมูกข้าวสาลี ว่าเอามาทำอะไร กินได้บ้างนอกจากเอามาโรยข้าว แต่ที่สำคัญกว่าจะต้องเลือกจมูกข้าวสาลีที่ใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน เพราะความหืนที่ว่ามาจากน้ำมันในจมูกข้าวสาลีถูกออกซิไดซ์ โดยทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ จะทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่า เวลาซื้อจมูกข้าวสาลีจึงต้องเลือกใหม่ ๆ ถามคนขายก็ได้ คนขายที่รักสุขภาพน่าจะบอกความจริงแก่ลูกค้าว่าอันไหนใหม่ อันไหนเก่าเก็บ ถ้าเลือกแบบบรรจุในถุงสุญญากาศก็จะเสี่ยงต่อความหืนน้อยกว่า ที่สำคัญเวลาซื้อ ให้กะว่ากินแต่พอดี อย่าซื้อไปตุน เพราะถ้ากินไม่ทัน มันก็ไปเก่าที่บ้านของคุณอยู่ดี

ที่มา : นิตยสารขวัญเรือน 785/2004