Wednesday, 27 December 2006

สมุนไพรจีน::สำหรับสตรี

ตังกุย (Radix Angelicae Sinensis)

ส่วนที่ใช้ ราก
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์อุ่น รสหวานอมขมและเผ็ด
สรรพคุณ เป็นตัวยาสำคัญในการบำรุงเลือด ปรับประจำเดือน สร้างภูมิคุ้มกันโรค และกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ตัวกุยได้ชื่อว่าเป็นยาขนานวิเศษสำหรับสตรี หรือ "โสมสำหรับสตรี"

ห่อซิ่วโอ (Radix Polygonum multiflorum)

ส่วนที่ใช้ ราก
ฤทธิ์และรส ห่อซิ่วโอสุก มีฤทธิ์อุ่นเล็กน้อย รสหวานอมขมและฝาดเล็กน้อย
สรรพคุณ บำรุงตับ ไต เลือด ขับลม ใช้บำบัดอาการตับไตทำงานผิดปกติ ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต บำบัดอาการท้องผูก

เก๋ากี้ (Fructus Lycii)

ส่วนที่ใช้ เมล็ด ราก ก้านใบ และในอ่อน แต่ที่ใช้กันมากคือเมล็ด
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์ปานกลาง รสหวาน
สรรพคุณ แก้ไอ วิงเวียนศรีษะ บำรุงไต เลือด ตับ และสายตา ใน Compendium of Materia Medice ของจีน บันทึกไว้ว่า "เก๋ากี้ บำรุงไต บำรุงปอด บำรุงสายตา"

อากา (Colla Corii Asini)

ฤทธิ์และรส ฤทธิ์ปานกลาง รสหวาน
สรรพคุณ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ปรับประจำเดือน แก้ไอและหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

ปักคี้ (Radix astragali)

ส่วนที่ใช้ ราก
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์อุ่น รสหวาน
สรรพคุณ บำรุงหัวใจ บำรุงเลือดลม เสริมภูมิต้านทานโรค แก้อาการหน้าซีด หอบ อ่อนล้าไม่มีเรี่ยวแรง ขับปัสสาวะ นักเภสัชศาสตร์ชื่อดังในสมัยราชวงศ์หมิง ยังพูดว่า "ปักคี้เป็นสุดยอดของยาบำรุง"


ที่มา : http://www.tigerdragon.in.th/

สมุนไพรจีน::สำหรับบุรุษ

หยิมเยียงขัก (Herba Epimedii)

ส่วนที่ใช้ ใบ
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์อุ่น รสหวานอมเปรี้ยว
สรรพคุณ บำรุงไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า ขับความชื้นในร่างกาย

โสม (Panax Ginseng)

ส่วนที่ใช้ ราก
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์อุ่น รสหวานอมขมเล็กน้อย
สรรพคุณ ช่วยการเผาผลาญอาหารในร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกันโรค ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงร่างกาย บำรุงกระเพาะอาหาร กระตุ้นประสาท เสริมสมรรรถภาพทางเพศ บำบัดโรคโลหิตจาง เหมาะสำหรับผู้มีร่างกายอ่อนแอ

ฉ่งย้ง (Herba Cistanches)

ส่วนที่ใช้ ลำต้น
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์อุ่น รสหวานอมเปรี้ยวและเค็ม
สรรพคุณ เสริมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า

ตังเซียม (Radix Codonopsis Pilosulae)

ส่วนที่ใช้ ราก
ฤทธิ์และรส รสหวาน ฤทธิ์เป็นกลาง ไม่มีพิษ
สรรพคุณ บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย บำรุงเลือดลม ม้ามและกระเพาอาหาร เสริมสมรรถภาพทางเพศ

ปาเก็ก (Radix Morinda Officinalis)

ส่วนที่ใช้ ราก
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์อุ่น รสหวานอมเผ็ด ไม่มีพิษ
สรรพคุณ บำรุงเลือดลม เสริมการทำงานของไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ และเสริมกำลังของเส้นเอ็นให้แข็งแรงขึ้น ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า

ฮกเหล็ง (Poria Coccos)

ส่วนที่ใช้ เนื้อในและเปลือกนอก
ฤทธิ์และรส ฤทธิ์ปานกลาง รสจืดออกหวานเล็กน้อย
สรรพคุณ ช่วยการไหลเวียนของน้ำในร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ เสริมสมรรถภาพทางเพศ เสริมความจำ

ที่มา : http://www.tigerdragon.in.th/

Sunday, 24 December 2006

โรคมะเร็งสามารถป้องกันได้

การแพทย์แผนไทย ทางออกในการรักษาโรคมะเร็ง
มะเร็งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังแสวงหาทางเลือกในการดูแลรักษา เป็นสาเหตุการตายอันดับ ๓ รองจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุ นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องรีบแก้ไข มีงานวิจัยมากมายที่แสดงว่าร้อยละ ๙0 ของมะเร็งสามารถป้องกันและรักษาได้

ขอสรุปที่ว่า ร่างกายคนเรามีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เราเอาชนะและไม่ป่วย เป็นมะเร็งเพราะ ร่างกายมีความต้านทานที่แข็งแกร่งด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อสู้ได้ ดั้งนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกทำลายด้วยวิธีต่างๆล้วนเป็นสาเหตุ สำคัญที่ก่อมะเร็ง ได้แก่ การกินอาหาร ที่ไม่ครบถ้วนไม่สะอาดและเต็มไปด้วยสารพิษ สารก่อมะเร็ง การไม่ออกกำลังกาย การอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ฉะนั้นถ้ามีพฤติกรรมสุขภาพโดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร ก็จะช่วยป้องกันโรคนี้ได้บ้าง เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) มาก และมีข้อสรุป สำหรับเลือกบริโภคอาหารโดยหลัก ๔ ล. คือ
๑. ลด อาหารไขมันจากสัตว์
๒. เลิก อาหารกระป๋อง อาหารที่มีสีสังเคราะห์และสารเคมี เช่น สารกันบูดเจือปน สีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร
๓. เลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง อบ รมควัน
๔. ลุ้น อาหารสด ผัก ผลไม้ อาหารสมุนไพร ที่ปลอดสารพิษ

ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง
การรักษาโรคมะเร็งควรควรใช้หลายวิธีร่วมกันทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย รวมทั้งคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติด้วย เมื่อทราบแน่ชัดจากการตรวจของแพทย์แผนปัจจุบัน ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ไม่ควรปิดกั้นการรักษาของผู้ป่วย หากจะเลือกแผนปัจจุบันร่วมกับแผนไทย แต่วิธีที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย คือ เมื่อตรวจร่างกายแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งแล้ว ควรรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะการเป็นมะเร็งระยะแรกๆ รักษาหายขาดได้ ส่วนการจะเลือกรักษาโดยแผนไทยนั้นไม่ควรตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่งหนึ่ง ควรรักษาควบคู่กันกับแผนปัจจุบัน และควรให้แพทย์แผนปัจจุบันตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอ การใช้สมุนไพรและการใช้ทางเลือกอื่นนั้น จะเป็นการประคับประคองด้านภูมิต้านทานและด้านจิตใจ เช่นการใช้สมาธิ เป็นต้น

1....การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การพักผ่อนเพียงพอ จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นการป้องกันโรคได้ทางหนึ่ง

2....การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความสำคัญยิ่ง เพราะภาวะทางกาย จิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยจะถูกกระทบกระเทือนมาก ภาวะทุกข์ทรมาน ได้แก่ อาการเจ็บปวด อาการกระสับกระส่าย กลืนอาหารลำบาก คลื่นไส้อาเจียนซึมเศร้า นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เป็นต้น
องค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยสามารถนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหารตามธาตุ การใช้ยาสมุนไพร บำบัดอาการข้างต้น ตลอดจนการนวดแผนไทยและการทำสมาธิ เพื่อบำบัดอาการปวด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ เป็นต้น หลักการดังกล่าวถ่ายทอดให้ผู้ป่วยนำไปประพฤติปฏิบัติที่บ้านได้

สมุนไพรต้านมะเร็ง
ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรรับประทานผักผลไม้ให้ได้เพราะผักผลไม้หลายชนิดจะมีคุณสมบัติเป็นตัวกำจัดอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์) และสารที่ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ในวันหนึ่งๆ ควรได้ผัก ๒๕–๓0% ผลไม้ ๑0% เนื้อปลาหรือถั่ว ๑0% อีก ๕0% ควรเป็นข้าวกล้อง หรือเผือกมัน ผักและผลไม้ ควรปรุงรูปแบบธรรมดา เช่น ต้ม ลวก แกงหรือรับประทานดิบ ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป

รายชื่อ ผัก ผลไม้ ที่ควรบริโภคมีดังนี้
สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง ได้แก่ มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ

สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (วิตามิน เอ ซี อี)
วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียง กระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ
วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ
วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่นงาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
เบ้ต้าแคโรทีนสูง ได้แก่ แครอท ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของถาบันวิจัยมะเร็งของสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานกานกระเทียมเลย มีโอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารมากกว่าผู้ที่รับประทานปริมาณมากกว่าผู้ที่รับประทานในปริมาณมากอยู่เสมอถึง ๑,000 เท่า เนื่องจากในกระเทียมมีสารสำคัญที่จะไปยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารก่อมะเร็งของไนเตรต ซึ่งคนได้รับจากอาหารและผักบางชนิด

ภาวะผิดปกติของธาตุในร่างกาย
จากการที่นักวิชาการค้นพบว่า ตัวการที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ทรุดโทรม แก่ และความต้านทานบกพร่อง เกิดโรคต่างๆ รวมทั้งมะเร็ง ล้วนแต่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์เอง ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นในร่างกายจนเสื่อมในที่สุด
คนไทยแต่โบราณมิได้รู้รายละเอียดปฎิกริยาภายในเหล่านี้ เขารู้เพียงว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และนำสมุนไพรมาปรุงแต่งรับประทานในรูปอาหารและยาแล้วอาการดีขึ้น ลองผิดลองถูก จนสรุปเป็นทฤษฎีการปรับธาตุทั้ง ๔ คือธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ โดยนำสมุนไพร ๙ ชนิด ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิงแดง ขิง พริกไทย สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม มาปรุงเป็นยาปรับธาตุทั้ง ๔ ใช้รักษา เมื่อธาตุนั้นๆ มีอาการพิการ (ผิดปกติ) กำเริบ (มากเกินไป) หย่อน (น้อยไปหรือไม่สมบูรณ์) และยาปรับธาตุตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น

ดินพิการ หมายถึง สภาพผิดปกติของอวัยวะที่แสดงออก เช่น ผิวหนังมีผื่น ตุ่ม เน่า เปื่อย เป็นแผล อวัยวะภายใน เช่น ตับเป็นฝี อักเสบ
น้ำกำเริบ คือ การมีน้ำมากเกินไป น้ำมูกไหลทั้งวัน ท้องเดิน บวม ความดันโลหิตขึ้นสูง มีน้ำในกระแสเลือดมาก
ไฟหย่อน คือ ภาวะที่ความร้อนในตัวน้อย รู้สึกเยือกเย็น หนาวสั่น ถ้าไฟย่อยอาหาร น้อยไป ก็จะท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
ลมหย่อน คือ ภาวะพลังแห่งการเคลื่อนไหวน้อยไป

ตัวอย่าง ยาแก้ธาตุไฟหย่อนมี ส่วนชองตัวยาดังนี้
รากเจตมูลเพลิง หนัก ๑๖ ส่วน
เหง้าขิงแห้ง หนัก ๘ ส่วน
ลูกเสมอพิเภก หนัก ๔ ส่วน
เถาสะค้าน หนัก ๓ ส่วน
รากช้าพลู หนัก ๒ ส่วน
ดอกดีปลี หนัก ๑ ส่วน

สำหรับยาปรับธาตุตามฤดูกาล มีดังนี้
๑. ตรีผลา ได้แก่ ลูกเสมอพิเภก ลูกเสมอไทย ลูกมะขามป้อม ยาประจำฤดูร้อน สมุนไพร ๓ ชนิดนี้มีวิตามินสูงมากและปลอดภัยและมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์
๒. ตรีกฏุก ได้แก่ เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ยาประจำฤดูฝน สมุนไพร ๓ ชนิดนี้ปลอดภัยเช่นกัน และแต่ละชนิดเป็นพืชผักสวนครัวอยู่แล้ว
๓. ตรีสาร ได้แก่ รากเจตมูลเพลิง เถาสะค้าน รากช้าพลู ยาประจำฤดูหนาว ช้าพลูมีฤทธิ์เป็นแอนตี้ออกซิเดชั่น ส่วนสะค้านและเจตมูลเพลิงแดงเป็นยารสร้อน เมื่อนำ ๓ ชนิดมารวมกันก็ไม่เป็นอันตราย เจตมูลเพลิงแดงยังมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งด้วย

ยาเบญจกูล
ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง เหง้าขิงแห้ง ในยาเบญจกูล มีช้าพลู ขิง เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ตัวยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นในร่างกาย เจตมูลเพลิงแดงมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง
จะเห็นได้ว่า ทั้งยาเบญจกูล ตรีผลา ตรีกฏุก ตรีสารเป็นยาที่จัดหมวดไว้สำหรับหมอแผนโบราณ ใช้ประกอบกระสายยาอื่นๆ มีสูตรยาเป็นจำนวนมาก จะมียาเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ ยาเหล่านี้สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังที่สิ้นหวัง เช่น มะเร็งระยะท้ายๆ
หากท่านผู้สนใดสนใจควรปรึกษาหมอโบราณ หรือสถาบันการแพทย์แผนไทยในการจัดเตรียมยาเหล่านี้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี
สรุปแล้วการใช้ยาสมุนไพรทั้ง ๙ ชนิดนี้ล้วนมีคุณประโยชน์ในการป้องกันการเกิดและการขยายตัวของมะเร็ง และยังฆ่าเซลล์ได้บางชนิด สมควรที่จะได้นำไปวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
พืชสมุนไพร
บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

ที่มา: ชุมนุมแพทย์แผนไทยและสมุนไพรแห่งชาติ, http://www.thaipun.com/

Monday, 18 December 2006

เดจาวู !!!!! มันคืออะไรกันแน่

คุณเคยบ้างมั๊ยที่อยู่ๆก็แวบเข้ามา ในสมองแล้วรู้สึกว่า " เหมือนเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่จำไม่ได้ ว่าในฝัน หรือในอดีต " เรามาฟังคำอธิบาย หรือประสบการณ์ของคนที่เจอเหตุการณ์ แบบนี้กันดูดีกว่า "

ทางการแพทย์เขาเรียกว่า การไหลของคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองเกิดการผิดปกติครับ คือ ไหลไปยังไงไม่รู้ทำให้การกระทำที่เรากำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้นคลับคล้ายว่าเคยเกิดมาก่อนหน้านี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถจำเวลาได้...... แต่โดยความเชื่อของผมเองแล้วนั้น ที่เรียกว่าเดจาวูนี่เป็นประสพการณ์ทางจิตที่เกิดได้กับทุก คนและทุกเวลาได้ คือ มันเป็นทั้งโลกคู่ขนาน และเวลาที่ผ่านไปแล้วในอดีตอันยาวไกล ( ชาติก่อนๆโน้น ) คล้ายๆกับ ทฦฎีสัมพันธภาพ ของไอน์สไตน์ล่ะครับ คือ สิ่งใดก็ตามที่เคยเกิดไปแล้วในอดีตจะย้อนกลับมาเกิดซํ้าอีกเหมือนกับการที่ เรากลับชาติมาหลายๆชาตินั่นแหละครับ เราจะผ่านประสพการณ์มากมาย และบางสิ่งอาจหลงเหลือในความทรงจำของเราแล้วเราย้อนกลับมาเกิดอีก ทำให้รู้สึกว่าเคยเห็นมาก่อน ส่วนโลกคู่ขนาน คือ โลกที่ขนานกับโลกแห่งความจริงที่เรามีตัวตนอยู่ในขณะนี้ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็มีเราอีกคนหนึ่งในโลกอีกโลกหนึ่ง......เช่นขณะนี้เราได้ตัดสินใจบางสิ่ง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในขณะที่อีกคนของเรานั้นได้ตัดสินใจไปอีกทางทำให้ชีวิตตนเอง และผู้อื่นเสียหายแต่มันเกิดในโลกคู่ขนาน หรือ บางครั้งคุณอยากฆ่าตัวตายแต่คุณล้มเลิก บางทีคุณในโลกคู่ขนานอาจฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้ประมาณนี้ละครับ

มาดูแนวคิดของหลักวิทยาศาสตร์กันบ้างดีกว่า deja vu เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าเคยได้พบเห็นมาแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์เขาอธิบายว่า เป็นการที่สมองของเราแปลข้อมูลผิดพลาด พูดง่ายๆก็คือ เราไม่ได้เห็นมาแล้วหรอก แต่เราคิดไปว่าเห็นมาแล้ว

สมองคนเราก้อเหมือนเครื่องจักรย่อมเกิดข้อผิดพลาดบ้าง การเกิดเดจาว ูคือ เมื่อสมองรับภาพมาจากประสาทตา ก้อนำมาแปลความหมาย เพราะ ฉนั้นสมองทั้งสองต้องทำงานประสานกันและไว้มาก เมื่อเกิดสมองข้างหนึ่งเกิดส่งข้อมูลมาช้าไปเพียงนิดเดียว ก็ทำให้สมองแปลความหมายของภาพนั้นว่าเป็นภาพจากความจำไม่ใช้ปัจจุบัน ทำให้เรารู้สึกว่าเหตุการที่เราเจอนั้นเราเคยเห็นมันมาก่อน...... โดยส่วนมากจะเกิดกับคนที่เป็นลมบ้าหมู และจะเกิดบ่อยมากก่อนที่จะมีอาการชัก

มีคนเล่าว่า เขานั่งรถทัวร์กลับต่างจังหวัดตอนดึก ระหว่างทางเห็นอุบัติเหตุข้างทาง แล้วก็ผ่านไป สักพักก็เห็นอีก เห็นอยู่เรื่อยๆที่สำคัญเป็น คันเดิม คนเดิมและกำลังหันมามองเขาอยู่ด้วย พอตื่นขึ้นมา รถจอดปรากฏว่ามี อุบัติเหตุเกิดขึ้นเหมือนในฝันเป๊ะเลย

แต่ในบางครั้งมันก็แวบเข้ามาก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดซะอีก บางทีก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นตั้งหลายวัน หรืออย่างกรณี นอสตราดามุส จะอธิบายว่าอย่างไร??

Sunday, 17 December 2006

ชาดอกไม้

ชา เครื่องดื่มสีใสหอมกรุ่น เพื่อนที่ดีช่วยปลอบประโลมจิตใจและสุขภาพที่เหนื่อยล้าของทุกคนนอกจากชาที่ได้จากการนำใบไม้ต่างๆมาตากแห้งหรืออบแล้ว วันนี้เรายังมีชาดอกไม้ เครื่องดื่มธรรมชาติจากดอกไม้หอมหวานนานาชนิด ที่ให้ทั้งความงามและการบำบัด ทั้งดอกไม้บางอย่างยังมีก็ยังมีส่วนผสมสำคัญของการปรุงน้ำหอมเช่นดอกกุหลาบ ดอกลาเวนเดอร์ ให้ชาดอกไม้ถ้วยนั้นหอมหวานยากจะลืมเลือน คุณอาจใช้กลีบดอกไม้ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเพื่อให้ได้ชาที่เป็นเอกลักษณ์ตามใจชอบเช่นนำดอกลาเวนเดอร์ที่อบแห้งมาผสมกับมินท์หรือกลีบกุหลาบหอมกรุ่นผสมกับการพลู ทั้งสองนี้มีสรรพคุณช่วยคลายเครียดและความเหนื่อยล้า ทั้งช่วยระบบการย่อยได้ดี

ชาดอกไม้กับสุขภาพ

ว่ากันว่า การดื่มชานั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดหากทำได้สม่ำเสมอก็แทบไม่ต้องบริโภคอาหารเสริมอื่นๆเลยเพราะในน้ำร้อนจัดที่เราแช่ใบชาหรือกลีบดอกไม้ไว้ระยะหนึ่งที่เรียกว่าการทำ herbal infusion นั้นจะมีวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน โดยเฉพาะหากเป็นชาที่ขายในแบบ loose form คือไม่ได้บรรจุในซองแช่ที่เป็นแพคเล็กๆสำเร็จรูปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งให้ประสิทธิภาพทีดีกว่าเพราะทั้งใบและกลีบดอกไม้นั้นๆจะปลดปล่อยน้ำมันธรรมชาติที่มีสารโภชนาการการและวิตามินได้มากกว่าและชาดอกไม้ก็อ่อนโยนพอที่จะใช้บริโภคประจำวันโดยปราศจากผลข้างเคียงให้ต้องวิตก หากคุณมีสุขภาพเป็นปกติอยู่แล้ว

เก็บดอกไม้มาทำชา

เราใช้กลีบดอกไม้หรืออาจใช้ดอกไม้ทั้งดอก หากเป็นดอกไม้ชนิดดอกเล็กๆ หากปลูกเองจะปลอดภัยจากสารเคมีมากที่สุด เมื่อเก็บมาแล้วล้างดอกไม้ให้สะอาด ผึ่งในตะแกงโปร่งๆให้แห้ง เด็ดเป็นกลีบๆตากไว้ในที่โปร่งมีอากาศระบายและแสงแดดส่องทั่วถึงไม่ร้อนจัดเกินไป ทิ้งไว้ประมาณ 8 ถึง 10 ชั่วโมง เมื่อแห้งตมที่ต้องการจึงใส่ขวดโหลเก็บไว้

วิธีการทำชาดอกไม้

สิ่งที่สำคัญที่จะให้ได้มาซึ่งชาดอกไม้นั่นก็คือดอกไม้ต้องแห้งสนิท ขั้นตอนจึงอยู่ที่การทำให้ดอกไม้ที่เราประสงค์จะให้เป็นชานั้น "แห้ง" ซึ่งก็คือ

1. การเลือก ดอกไม้ที่คุณเลือกมา ต้องแน่ใจว่าปราศจากสารจากยาฆ่าแมลง ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำไปผึ่งบนกระจาดหรือตะแกรงจนสะเด็ดน้ำ แล้วเด็ดเอาเฉพาะกลีบ
2. ใส่ตะแกรงตากไว้ในที่ที่มีอากาศระบาย มีแดดรำไร จนกระทั่งกลีบดอกไม้แห้งสนิท ควรระวังสักนิดนะค่ะอย่าให้โดนแดดแรง ๆ เพราะจะทำให้ น้ำมันหอมระเหยและคุณค่าต่าง ๆ เสียไปได้
3. สุดท้ายก็เป็นเรื่องของการเก็บรักษา ควรเก็บเอาไว้ในโหลสูญญากาศ เลี่ยงแสงสว่าง ความร้อนและความชื้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจะได้ชาร้อนสักถ้วย ให้ใช้ช้อนที่แห้งสนิทตัก อย่าใช้มือหยิบ จะช่วยคงคุณค่าและความหอมไว้ได้นานมากขึ้น
สัดส่วนชาดอกไม้

ไม่มีสัดส่วนที่แน่นอน แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนโดยปกติใช้ชาดอกไม้ประมณ 1 ช้อนโต๊ะต่อชา 1 ถ้วยควรใส่กลีบดอกไม้ลงในถ้วยก่อนแล้วจึงเทน้ำร้อนลงผสมไม่ควรใช้น้ำเดือดๆ เพราะอาจทำให้ยางดอกไม้ออกมาจนเหม็นเขียวได้ ยกกาสูงๆเวลาเทน้ำร้อนเพื่อให้ออกซิเจนหมุนเวียน แช่กลีบดอกไม้ไว้ไม่ควรเกิน 5 นาทีเพราะหากนานกว่านั้นอาจเหม็นเขียวได้สำหรับดอกไม้บางชนิด ตักกลีบออกและดื่มตามชอบ หากจะทำไว้มากๆและเทใส่ที่ทำน้ำแข็งก็จะได้น้ำแข็งกลิ่นดอกไม้หอมชื่นใจ

วิธีชงชาดอกไม้
เหล่านี้คือเคล็ดลับในการชงชาดอกไม้ได้ประโยชน์ที่สุด
1. ใช้แช่แต่น้ำกรองเท่านั้นหรือจะน้ำแร่ก็ได้ ส่วนน้ำจากก๊อกจะมีความเป็นด่างเกินไปและขัดขวางพลังของสารอาหารธรรมชาติในดอกไม้
2. เก็บชาดอกไม้ไว้ในโหลแก้วที่มียางปิดสูญญากาศปิดมิดชิดเลี่ยงการวางชาไว้ใกล้แสงสว่างหรือที่ๆมีความชื้นสูงจะเก็บชาไว้ได้นานหลายเดือน การเก็บในตู้เย็นก็ช่วยยืดอายุชาดอกไม้ได้ดี
3. ควรปล่อยให้ชาแช่อยู่ในน้ำประมาณ 5 นาทีก่อนจึงค่อยรินออกจากถ้วยหากต้องการเติมความหวานก็ให้เติมน้ำผึ้งจะดีกว่าน้ำตาล เพื่อไม่ให้ความหอมและรสชาติดอกไม้เปลี่ยนไป
ชาดอกคาโมมายล์
- ใช้ถุงผ้าเล็กๆ ใส่ชาคาโมมายล์ประคบช่วยลดอาการหน้าบวม โดยเฉพาะบริเวณถุงใต้ตา
- ใช้ดอกคาโมมายล์แห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือในกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้สัก ๕ นาที ดื่มหลังอาหาร แก้อาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย เสียดท้องในเด็ก ผ่อนคลายความกังวลและความเครียด ช่วยทำให้จิตใจสงบ
- สรรพคุณ : ชาดอกคาร์โมมายมีกลิ่นหอมและรสนุ่มมนวล ช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยรักษาแผลในระบบการย่อยอาหาร ชาดอกคาโมมายล์ ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ปลดปล่อยความวุ่นวาย ขจัดความอ่อนล้า ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการอักเสบ
ชาดอกแดนดิไลออน
- โดยทั่วไปนิยมใช้ทั้งใบและดอกแดนดิไลออนร่วมกับสมุนไพรอื่น
- ใช้ดอกแดรดิไลออนแห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือในกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้สัก ๕ นาที ช่วยป้องกันไม่ให้ระดับเอสโตรเจนสูงเกินไป ระงับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน หรืออาการ PMS ในผู้หญิง
ชาดอกลาเวนเดอร์
- น้ำมันหอมระเหยลาเวรเดอร์ บรรเทาความเครียด ความกังวล ช่วยให้ระบบประสาทสงบ แก้โรคซึมเศร้า ช่วยให้นอนหลับสบาย
- ใช้ดอกลาเวนเดอร์แห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือในกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้สัก ๕ นาที ชาดอกลาเวนเดอร์ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แก้หอบหืด ทำให้จิตใจสงบ นอนหลับสบาย
ชาดอกเอลเดอร์
- ใช้ดอกเอลเดอร์แห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้ ๕ นาที กรอกเอาดอกไม้ออก จิบบ่อยๆ จะช่วยลดไข้ บรรเทาอาการคัดจมูกและเจ็บคอ
ชามิ้นต์แมว
ใช้ดอกและใบมิ้นต์แมวแห้ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้ ๕ นาที กรองเอาดอกไม้ออก ดื่มหลังอาหาร และก่อนนอน จะช่วยลดไข้ บรรเทาหวัด บรรเทาอาการคัดจมูก แก้ปวดหัว มีฤทธิ์สงบประสาท ช่วยให้หลับสบาย
ชาดอกคำฝอย
นำดอกคำฝอยแห้งมาชงกับน้ำร้อน ดื่มหลังอาหาร และจิบบ่อยๆ ชาดอกคำฝอยมีกลิ่นรสหอมหวาน ช่วยระบบสูบฉีดโลหิตและหัวใจ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ชาดอกเก๊กฮวย
ต้มดอกเก๊กฮวยแห้ง ล้างให้สะอาดแล้วในน้ำเดือดประมาณ ๑๐ นาที ชาดอกเก๊กฮวยมีกลิ่นหอมชื่นใจ ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
ชากลีบดอกดาวเรืองฝรั่ง
ใช้กลีบดอกดาวเรืองฝรั่ง ๒ ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนในถ้วยหรือกาน้ำชาใบเล็กๆ มีที่กรอง แช่พักไว้ ๕ นาที กรอกเอาดอกไม้ออก จิบบ่อยๆ ช่วยลดไข้ ขับเหงื่อ
ชากลีบดอกกุหลาบมอญ
ใช้กลีบดอกกุหลาบแห้งชงกับน้ำร้อน ชาดอกกุหลาบมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
ชาดอกมะลิ
ตำรายาไทยจัดดอกมะลิอยู่ในเกสรทั้ง ๕ ทั้ง ๗ และ ๙ ใช้มะลิลา ชามะลิลามีรสหอมเย็น ช่วยลดความเครียด บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ปวดท้องบิด
ดอกจำปา
ชากลีบดอกจำปามีรสหอมเย็น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ขับปัสสวะ แก้อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย
ชากลีบดอกกระดังงา
- กระดังงาจะออกดอกทั้งปี ดอกให้น้ำมันหอมระเหย ดอกจัดอยู่ในเกสรทั้ง ๕ และ ๗ ในตำรายาไทย ใช้ปรุงยาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้วิงเวียน ทำให้สดชื่น
- ใช้ดอกกระดังงาที่แก่จัดมารมควันเทียน หรือเปลวไฟจากเทียน เพื่อให้น้ำมันหอมในกลีบระเหยออกมา แล้วนำไปชงดื่มเหมือนใบชา กลิ่นหอมสดชื่น ช่วยบำรุงหัวใจ
ชากลีบดอกลำดวน
- เป็นหนึ่งในเกสรทั้ง ๕ ทั้ง ๗ และ ๙ ในตำรายาไทย
- ชากลิ่นหอมของดอกลำดวนดื่มแล้วช่วยให้จิตใจสดชื่น บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด แก้ไข้ แก้วิงเวียนศีรษะ
ชาดอกกานพลู
- ใช้ดอกกานพลูช่วงที่ยังตูม และกำลังเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดง ในการชงใช้ดอกกกานพลู ๕ - ๖ ดอกทุบพอช้ำชงกับน้ำร้อนครั้งละะครึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหาร
- ดอกกานพลูมีรสเผ็ด ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคเหน็บชา แก้หืด แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยดับกลิ่นปาก แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน บำรุงธาตุ
ชาดอกแก้ว
ชาดอกแก้วมีกลิ่นหอม ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร แก้ไอ บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ แก้ไขข้ออักเสบ
ชาดอกทับทิม
ชาดอกทับทิมใช้ดอกแห้งต้มกับน้ำดื่ม ช่วยเจริญอาหาร
ชาดอกอัญชัญ
ต้มน้ำให้เดือดจัด นำดอกอัญชัญสะอาดใส่ลงไปสักครู่ กรอกเอากากออก อาจเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานได้ จะดื่มแบบชาร้อน หรือชาเย็นก็ชื่นใจ
ชากลีบดอกกระเจี๊ยบ
นำกลีบดอกกระเจี๊ยบที่ตากแห้งแล้ว ชงกับน้ำร้อน อาจเติมน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้รสชาติดีและลดความเปรี้ยวลง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไข้แก้ไอ แก้กระหายน้ำ ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ
ชากลีบดอกประยงค์
ใช้ดอกประยงค์แห้งชงกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยลดไข้ แก้อาการเมาค้าง
ชาดอกมะนาว
ชาดอกมะนาวช่วยลดความดันเลือด ลดคอเลสเตอรอล แก้ไข้ แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยจิตใจสงบ
ชาดอกกรรณิการ์
ดอกรสขมหวาน แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับพยาธิ ลดอาการอักเสบ แก้ปวด มีสรรพคุณต้านเชื้อไวรัสมาลาเรีย
ชากลีบดอกชบา
ใช้ดอกชบาสีแดง เป็นดอกสดหรือแห้งก็ได้ โดยตัดส่วนเกสรทิ้ง การดื่มชากลีบดอกชบาช่วยลดอุณภูมิร่างกายแก้ไอ แก้ไข้ ฟอกโลหิต บำรุงน้ำนมในผู้หญิงช่วงให้นมบุตร แก้ปวดประจำเดือน
ที่มา : http://www.samunpri.com/

Saturday, 16 December 2006

ปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาล

ปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาล
***************
(b-hmm)

ตอนที่ ๑

เรื่องปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาลนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่ใช่เป็นเรื่อง "มงคลตื่นข่าว" หรือกระต่ายตื่นตูมแต่อย่างไร แต่เป็นเรื่องที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมานาน จากพ่อแม่ ปู่ย่าตายายหรือคนรุ่นเก่าเล่าให้ฟัง หรือบางท่านอาจจะเคยอ่านเจอในหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วก็เป็นได้ แต่ผมเชื่อนะครับว่ายังมีอีกหลายท่านที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยอ่าน ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือบางท่านอ่านแล้วไม่เข้าใจหรืออาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ดังนั้นผมจึงถือโอกาสนำมาเขียนบันทึกเอาไว้ในที่นี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้สดับ และใช้ปัญญาพิจารณาถึง เรื่องราวเหตุผล ความเป็นมา ความเป็นไปได้ไม่ได้อย่างไร หากข้อความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ผิดเพี้ยนจากข้อมูลที่ท่านเคยได้รับมา หรือ อาจจะมีสิ่งใดที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใด ในทางที่ไม่ควรแล้ว ก็ได้โปรดให้อภัยและถือเสียว่า ทั้งหมดนี้เป็นทัศนะอันหนึ่งของผมในด้านโหราศาสตร์ และผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีกุศลผลบุญแห่งความดีอยู่บ้าง ผมขออุทิศกุศลนั้น แด่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ครูอาจารย์ ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้และผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว ตลอดทั้งดวงพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม กทม. ซึ่งหลายท่านเชื่อว่า "ท่านเป็นผู้กล่าวคำปริศนาพยากรณ์ ๑๐ ข้อ " นี้ด้วยเทอญ.

ก่อนที่จะได้สดับถึงหัวข้อปริศนาทั้ง ๑๐ ข้อ กระผม ใคร่ขอนำอัตตชีวประวัติโดยย่อของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกพระนามท่านว่า "สมเด็จโต" และเกร็ดอภินิหารบางตอนที่เกี่ยวกับการพยากรณ์โดยใช้อำนาจจิตมาให้ท่านได้อ่านกันพอสังเขป ดังนี้

สมเด็จโตท่านถือกำเนิดจากโยมมารดา ผู้มีนามว่า "งุด" ส่วนโยมบิดานั้นไม่เป็นที่ปรากฎ แต่ก็มีข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือได้ต่อมาในภายหลังว่า โยมบิดาของท่านคือ "พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งบรมราชจักรีวงศ์" ข้อสันนิษฐานนี้ไม่ใช่เดากันส่งเดชนะครับ มีหลักฐานปรากฎ เป็นลายลักษณ์อักษร และเรื่องราวบันทึกเอาไว้ด้วย เช่น รัชกาลที่ ๒ สมัยดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ (ยังไม่ครองราชย์) ได้พระราชทานเรือกราบกัญญา หลังคากระแซง ซึ่งเป็นเรือทรงในพระองค์เจ้าให้แก่สามเณรโต นอกจากนั้นในจดหมายเหตุบัญชีน้ำฝน พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ เล่ม ๓ หน้า ๔๔ ได้กล่าวถึงประวัติของสมเด็จ ฯ ตอนมรณภาพว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์ถึงชีพิตักษัย" ซึ่งเป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้กับฐานันดรชั้นพระองค์เจ้า และอีกประการหนึ่ง สมเด็จโตท่านมักจะทำอะไรแผลง ๆ ไม่เว้นแม้แต่หน้าพระที่นั่งของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ถ้าเป็นพระราชาคณะรูปอื่นล่ะก็ มีหวังถูกถอดพัดยศ ถูกจับสึกและลงอาญาไปแล้ว แต่สมเด็จโต ฯ พระองค์ท่านกลับไม่ถือสาหาความ และยังเห็นดีเห็นงามในพฤติกรรมของท่าน ที่เป็นอุบายธรรมอันล้ำเลิศอีกด้วย

ในสมัยที่สมเด็จโตยังดำรงสังขารอยู่นั้น ท่านเป็นพระธรรมกถึกเอก (พระนักเทศน์) ที่มีลีลาวาทะจับใจ ประทับใจมาก เป็นที่ศรัทธาปสาทะของชนทุกเหล่า ตั้งแต่กระยาจก สามัญชน เศรษฐี เสนาบดี จนถึงพระเจ้าแผ่นดิน ท่านถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ เวลาประมาณ ๐๖.๕๔ น. ที่บ้านท่าอิฐ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อถือกำเนิดได้ไม่นาน เกิดภาวะฝนแล้งติดต่อกันหลายปี การทำนาไม่ได้ผล โยมมารดาของท่านจึงได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่กับยายที่บ้านไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ต่อมาท่านอายุประมาณ ๗ ขวบ มารดาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ ตำบลบางขุนพรหม กรุงเทพฯ และได้มอบให้เป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณอรัญญิก (ด้วง) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร เพื่อศึกษาอักขรสมัยเมื่ออายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ตรงกับปีวอก พ.ศ. ๒๓๔๓ ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระบวรวิริยะเถร (อยู่) เจ้าอาวาสวัดบางลำภูบน(วัดสังเวชวิศยารามในปัจจุบัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังได้ย้ายไปอยู่วัดระฆังโมสิตาราม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมกับ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค เปรียญเอก)

สามเณรโต เป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ ในการศึกษาเป็นอย่างดี มีวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใส จนปรากฎว่า "พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย" เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปรานมาก (พระองค์ทรงทราบว่าเป็นพระโอรสเกิดจากนางงุด เพราะหลักฐานรัดประคดหนามขนุน ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยศสำหรับแม่ทัพ ที่ได้ให้ไว้แก่โยมมารดาสามเณรโต เมื่อคราวไปราชการทัพและพบรักกับโยมมารดาของท่านที่บ้านเกิด) ได้ทรงรับเอาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พระราชทานเรือกราบกัญญาหลังคากระแซงให้ท่านใช้สอยตามอัธยาศัย

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ตรงกับปีมะโรง พ.ศ.๒๓๕๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ฉายาว่า "พรหมรังสี"และเรียก"พระมหาโต" แต่นั้นมา
--------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๒

สามเณรโต เมื่อบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว พระสงฆ์ทั่วไปเรียกท่านว่า "มหาโต"ด้วยเหตุที่ท่านมีความรู้แตกฉานในพระปริยัติธรรม ล่วงรู้อรรถกถาธรรมในพระไตรปิฏกอย่างแตกฉานตั้งแต่สมัยยังเป็นเณร แม้ท่านไม่เคยเข้าสอบเปรียญธรรม แต่ภูมิธรรมของท่านนั้น เป็นที่ยอมรับปรากฎเด่นชัด ตั้งแต่ตอนที่ไปศึกษาที่วัดระฆัง กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) ก่อนที่จะย้ายไป ท่านอาจารย์วัดระฆัง ฝันไปว่า "มีช้างเผือกเชือกหนึ่ง เข้ามากินหนังสือพระไตรปิฏกในตู้ของท่านจนหมด" ซึ่งพอตื่นขึ้น ก็เกิดความมั่นใจว่า จะได้ศิษย์ที่ฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง และก็เป็นจริง วันรุ่งขึ้นสามเณรโตก็ถูกนำตัวมาฝาก ท่านจึงรับไว้ด้วยความยินดี

สามเณรโตเป็นช้างเผือกจริงขนาดไหน ก็ลองฟังสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ ท่านตรัสถึงสามเณรโตดูก็ได้ ว่าก่อนจะเรียนหนังสือ (สมัยนั้นเขาแปลหนังสือจากคัมภีร์ภาษามคธหรือบาลีเป็นภาษาไทย) สามเณรได้ทูลสมเด็จพระสังฆราชว่า"วันนี้จะเรียนตั้งแต่บทนี้ ถึงบทนี้นะขอรับ" เสร็จแล้วเวลาเรียนก็เปิดหนังสือออกแปลจนตลอดตามที่กำหนดไว้ และทำอย่างนี้ทุกครั้ง จนสมเด็จพระสังฆราชผู้เป็นอาจารย์ว่า " ขรัวโตเขามาแปลหนังสือให้ฉันฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันดอก" (คำว่า "ขรัว" เป็นคำยกย่องพระผู้คงแก่เรียน มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด บวชเรียนมานาน) สมเด็จโต ท่านไม่ได้เก่งแต่ทางด้านปริยัติธรรมเท่านั้น ทางด้านปฏิบัติ และปฏิเวธ ท่านก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใด ท่านเป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง อดทน มั่นคง มีเมตตาจิต ตั้งใจจริง ไม่ถือโทษโกรธผู้ใดไม่ใฝ่ในลาภยศ สรรเสริญ ลาภสักการะ มักน้อย รักสันโดษ (ความพอใจ) เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ ท่านทรงหนีเข้าป่า ออกธุดงค์ เจริญกรรมฐาน แสวงหาครูอาจารย์ที่เก่งทางด้านพุทธาคม เนื่องจากท่านไม่ยอมรับสมณศักดิ์ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ถวายให้

จวบจนถึงรัชกาลที่ ๔ ได้ประกาศให้หัวเมืองจับตัวพระมหาโตกลับมา เพื่อให้รับสมณศักดิ์ให้จงได้ อันที่จริงไม่มีผู้ใดจะจับท่านได้หรอกครับ เพราะท่านมีวิชาแปลงหน้า แต่ท่านสงสารพระภิกษุรูปอื่นที่มีรูปพรรณ สัณฐาน คล้ายกันกับท่าน ต้องถูกจับไปคุมขัง สอบสวน ให้ได้รับความทุกขเวทนา ท่านจึงยอมตนให้ทางบ้านเมืองจับแต่โดยดี เมื่อถูกส่งตัวไปถึงเฉพาะหน้าพระพักตร์ ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ตรัสว่า "เป็นยุคของฉันครองแผ่นดิน ท่านต้องช่วยกันบำรุงพระศาสนา" ขรัวโตจึงยอมรับสมณศักดิ์ ในตำแหน่ง "พระธรรมกิติ" พอพระราชทานสมณศักดิ์แล้ว ทรงมีพระดำรัสว่า "ในรัชกาลที่ ๓ หนี, ไม่รับสมณศักดิ์ คราวนี้รับ ทำไมไม่หนีอีกล่ะ"

สมเด็จโตถวายพระพรว่า "ก็รัชกาลที่ ๓ ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้านี่ เป็นแต่เจ้าแผ่นดิน จึงหนีได้ (ทำนองว่าเป็นเจ้าแผ่นดิน จึงหนีขึ้นฟ้าได้) ส่วนมหาบพิตร เป็นทั้งเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะหนีไปข้างไหนพ้น" (อธิบายความว่า รัชกาลที่ ๓ เป็นแค่พระองค์เจ้า เพราะประสูติจากเจ้าจอม ส่วนรัชกาลที่ ๔ นั้น เป็นเจ้าฟ้าเพราะประสูติจากพระมเหสี) เป็นไงครับ ลีลาวาทะของสมเด็จท่าน ยังมีอีกมาก สนใจก็ลองหาหนังสือประวัติของท่านโดยละเอียดดู

สมเด็จโต ท่านเป็นพระเถราจารย์ที่เก่งทุกด้าน จัดเป็นอัจฉริยะบุคคลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ว่าได้ หลายท่านเชื่อว่าท่านสำเร็จ "ภูมิธรรมชั้นสูงขั้นพระอริยบุคคล" ได้อภิญญาสมาบัติ มีวิชาแปดประการ เช่น แสดงฤทธิ์ล่องหน หายตัว ,ย่นระยะทาง,รู้วาระจิต, รู้อดีต ,รู้อนาคต,รู้ภาษาสัตว์, ห้ามลมห้ามฝน ฯลฯ แต่ในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับคำพยากรณ์ของท่านในวาระต่าง ๆ ที่ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ และวิธีการพยากรณ์ของท่านก็ไม่ได้ใช้แบบผูกดวง หรือดูโหงวเฮ้ง แต่ท่านใช้จิตศาสตร์ หรือ "นั่งทางใน" ดู จะขอยกตัวอย่างสัก ๒ เรื่อง พอสังเขป ดังนี้

เมื่อครั้งที่ รัชกาลที่ ๔ จะเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น พระองค์ได้ทรงคำนวณพระชาตาของพระองค์เอง (ทรงเป็นนักดาราศาสตร์และนักโหราศาสตร์ที่มีพระปรีชามาก) ว่าพระชาตาจะถึงฆาต สิ้นอายุขัยในปีนั้นด้วย วันหนึ่งจึงมีพระดำรัสถามสมเด็จโต ณ ที่ รโหฐานว่า พระองค์จะเสด็จกลับมาสวรรคตที่กรุงเทพ ฯ ทันหรือไม่ สมเด็จท่านทูลว่า จะเสด็จกลับทัน จึงเสด็จออกจากกรุงเทพ ฯ ประทับแรมอยู่ที่หว้ากอ ๙ วัน แล้วจึงกลับกรุงเทพ ฯ และเริ่มมีพระอาการประชวรไข้ป่า (มาลาเรีย) จับไข้อยู่ ๓๗ วัน จึงสวรรคต อีกเรื่องหนึ่งในรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดระฆัง สมเด็จโตท่านแต่งตัวแปลกประหลาด กล่าวคือท่านห่มจีวรเหมือนปกติแต่เอาผ้าพันเท้าทั้งสองข้างเหมือนกับสวมถุงเท้า พระพุทธเจ้าหลวงท่านทรงถามถึงสาเหตุที่ทำอย่างนั้น ท่านถวายพระพระพยากรณ์ว่า "ปีหน้า จะต้องเป็นอย่างนี้" พระองค์ท่านได้สดับก็แย้มพระโอษฐ์ ไม่ได้ตรัสว่ากระไร ในปีนั้นได้เสด็จไปประพาสเมืองสิงคโปร์ เมืองบะตาเวีย และเมืองสะมารัง รวม ๓๗ วัน เมื่อเสด็จกลับมาแล้ว ก็เริ่มทรงจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมในราชสำนักหลายอย่าง เช่น โปรด ฯ ให้ผู้เข้าเฝ้าแต่งตัวสวมถุงเท้า รองเท้า ใส่เสื้อเปิดคอแบบฝรั่ง เวลาเสด็จประพาสก็โปรดให้แต่งตัวใส่ถุงเท้า รองเท้าเสื้อเปิดคอ และยืนเฝ้าเหมือนกับ ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เอาผ้าพันเท้านั้น ก็เป็นนิมิตหมายว่าปีต่อมา ข้าราชการจะต้องสวมุงเท้าเข้าเฝ้า..ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

ได้เล่าประวัติของสมเด็จท่านมาพอสมควร ในตอนหน้าก็จะได้ว่ากันต่อถึงคำปริศนาพยากรณ์สมเด็จ ซึ่งมีด้วยกัน ๑๐ ข้อ ซึ่งหมายถึง ๑๐ ยุค หรือ ๑๐ รัชกาล ให้ท่านได้พิจารณากัน โปรดติดตาม
--------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๓

เรื่องปริศนาพยากรณ์ ๑๐ ข้อ นั้น เป็นคำพยากรณ์แต่ละยุค แต่ละสมัยสั้น ๆ กล่าวขึ้นมาลอย ๆไม่มีคำอธิบาย แต่คนรุ่นหลังได้จดจำ นำมาพิจารณาถึงแต่ละยุคสมัย ตามหัวข้อคำพยากรณ์แล้ว เข้าเค้าเห็นเป็นเรื่องจริงจังว่า ต้องเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองแต่ละรัชกาลแน่นอน และพูดกันมากว่า ที่มีด้วยกัน ๑๐ ข้อนั้น น่าจะหมายความถึง "ราชวงศ์จักรีจะมีพระมหากษัตริย์แค่ ๑๐ รัชกาล" ซึ่งเป็นคำพูดคำวิจารณ์ที่อันตรายมาก เป็นสมัยก่อนล่ะก็ "หัวขาด ๗ ชั่วโคตรทีเดียว" ตัวผมผู้เขียนบทความในครั้งนี้ก็เช่นกัน นั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิด (ว่าเข้าไปนั่น ปากกาพาไป) วุ่นวายหลายตลบว่า เอายังไงดีหว่า ไอ้ที่จะหลีกเลี่ยงไม่เขียนคงไม่ได้ซะแล้ว เพราะเคยบอกปาว ๆ ไปแล้วว่าจะเขียน และพอเขียนแล้ว ถ้าาจะเขียนแบบคลุมเครือ เขียนแบบไม่สมบูรณ์ ไม่เต็มกำลังสติปัญญา ก็คงจะทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่ลักษณะนิสัยส่วนตัวของผู้เขียน เอาละนะ เป็นไงก็เป็นกัน ลองมาวิจารณ์กันดูสักตั้ง อย่างดีก็คุกล่ะครับถ้าจะเจอข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือหมิ่นราชวงศ์จักรี

คำพยากรณ์ที่ว่าเป็นปริศนา คือ พูดให้คิดกันไปเอง มีด้วยกัน ๑๐ ข้อ ดังนี้

๑. มหากาฬ ๒.พาลยักษ์ ๓.รักมิตร (รักบัณฑิต) ๔. สนิทธรรม ๕. จำแขนขาด ๖.ราษฎร์โจร (ราชโจร) ๗.ชนร้องทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙. ถิ่นตาขาว(ถิ่นกาขาว) ๑๐.ชาวศิวิไลซ์

ทีนี้เราจะมาว่าคำขยาย หรือความหมาย ความเป็นไป ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วถึง ๙ ยุค ๙ สมัย หรือ ๙ รัชกาล กันบ้างว่าเป็นอย่างไร ส่วนรัชกาลที่ ๑๐ นั้น ยังไม่เกิด ดังนั้น คำขยายความหมาย หรือเหตุการณ์ จึงเป็นเรื่องของคำพยากรณ์ ทัศนคติ หรือข้อวิจารณ์ของแต่ละคน รวมถึงข้อวิจารณ์ของผมด้วยซึ่งต้องอาศัยกาลเวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ไม่ยอมรับว่างั้นเถอะ จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกไม่เห็นด้วย หรือพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ครัวเรือน มีการประกาศใช้กฎปราบกบถ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเรื่องหวาดเสียว น่ากลัวมาก เพราะบ้านเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ (คือสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่) ยังระส่ำระสาย หาความเป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมหากาฬ" หรือ"ยุคดำมืด" เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า "บ้านเมืองใหม่จะอยู่หรือจะไป" ยิ่งมีสงคราม ๙ ทัพ จากพวกคุณหม่องมาสั่นประสาทชาวบ้านด้วยแล้ว ใครเกิดยุคนี้ล่ะก็ ร้องได้คำเดียวว่า "กลัวแล้วจ้า" (เพราะคนไทยยังไม่หายเข็ดกลัวพม่ายังไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำและขุนนาง เพราะสร้างความเหลวแหลกไว้เยอะในตอนก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา)

๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรค ได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายลงวันละมากๆ เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ ตามสุสานวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองก็ยังมีซากศพลอยขึ้นอืดกันให้เกลื่อน เป็นที่อุจาดตาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ถนนหนทางมีแต่ความเงียบสงัดวังเวง ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวก็อพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน (เป็นความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร นั่นแหละครับ) ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่และปลอบขวัญพลเมือง ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ แต่กว่าจะสงบราบคาบประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึงสามหมื่นคนทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยครับในสมัยนั้น

๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ

๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยก็ว่าได้ จะเรียกว่าบวชลี้ภัยการเมืองก็ได้ เพราะขนาดออกบวชแล้ว ยังไม่วายูกใส่ร้ายป้ายสี ว่าจะก่อการกบถเลยครับ(ดีนะครับที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ท่านทรงมีน้ำพระทัยหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หูเบา) ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของข้าราชบริพารจึงทรงฝักใฝ่ใธรรม สนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะจึงเรียกยุคนี้ว่า"ยุคสนิทธรรม"
--------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๔

๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังแข่งขันกรีฑาทัพเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "ยุคล่าอาณานิคม" เมืองสยามของไทยเรานั้น เป็นเมืองรักสงบ เปรียบเสมือนลูกแกะ ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรที่จะไปต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างกับอังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ก็โดนเขากวาดเรียบไปหมดแล้ว เหลือพี่ไทยอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้เพื่อนเอาไว้เป็นไม้กันหมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ให้มันไปแล้ว (ขออนุญาตใช้คำว่ามัน เพราะพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาล)

ต่อมามันก็หาเรื่องอีก ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมมันอีก โดยยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้เจ้าเศษฝรั่งไปครอบครอง ให้ไปร้องไห้ไปล่ะครับ ให้จนกว่ามันจะพอใจหรือไม่สามารถหาเรื่องเราได้อีกแล้ว ต้องจำแขนขาดเพื่อรักษาชีวิต หรือผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้ (เรื่องของไอ้เศษฝรั่งนี่มันยังทำแสบ โดยวางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสบ้านเมืองของมันอย่างแยบยล เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านในตอน "คำพยากรณ์หลวงปู่เอี่ยม กับ ร.๕"

ส่วนอังกฤษนั้น ค่อยยังชั่วน้อยหน่อย ไม่ถึงกับพาลหาเรื่องนัก โดยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล

๖. ราษฏร์โจร (ราชโจร) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่าง เลียนแบบ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตามมาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐)

๗. ชนร้องทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ "ข้าวยากหมากแพง" ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยที่เริ่มให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงร้องทุกข์ แสดงความคิดเห็นจนกระทั่งมีการกระทำที่รุนแรงถึงขั้นปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นประชาธิปไตย จนในที่สุดพระองค์ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ

๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้ไม่มีวันลืม เพราะองค์ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ คดีก็ยังคลุมเครือ เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ เป็นที่กินแหนงแคลงใจของคนทั่วไปถึงสาเหตุแห่งการลอบปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองจัดได้ว่าเป็น "ยุคทมิฬ" ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีและศีลธรรมอย่างแท้จริง

๙. ถิ่นตาขาว (ถิ่นกาขาว) ในยุคสมัยปัจจุบันแห่งองค์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราชเจ้า มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" ซึ่งคงจะหมายถึงพวกฝรั่งตาน้ำข้าวละกระมัง เพราะเป็นยุคที่องค์พระประมุขของเรา พร้อมด้วยองค์พระราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะซีกโลกทางด้านตะวันตก นอกจากนั้นแล้วยังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเทศต่าง ๆ ที่มาเยือนอย่างมากมายเช่นกัน ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็ "อะเมซิ่งไทยแลนด์" ไม่น้อย พากันมาเที่ยวเยี่ยมเยียน ไอ้ที่ติดใจสาวไทย รสอาหารแบบไทยๆ บรรยากาศแบบไทยๆ ก็ตั้งรกรากอยู่เมืองไทยซะเลย กลายเป็นถิ่นฐานของพวกเขาไปซะแล้ว เหตุนี้กระมังจึงเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" และอีกคำหนึ่งที่เพี้ยนเสียงไปเป็น "กาขาว" ล่ะ หมายความว่าอย่างไรดี ตอนแรกนะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่า "ตา" จะเป็น "กา" ไปได้อย่างไร แต่พอมาระยะ ๕-๖ ปีให้หลังมานี้ผมึง "บางอ้อ" ไม่ใช่พี่ไทยเลี้ยงอีกาสีขาวหรอกครับ เพราะกายังไงเสีย กาขนมันก็ดำวันยังค่ำ แต่ คนไทยเราไม่เจียมบอดี้ หรือไม่เจียมตนน่ะซิครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ผิดเพี้ยนเลยคือมีการนิยมของนอก มีการใช้จ่ายที่เกินตัว ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ขนาดลงทุนเป็นหนี้เป็นสินเขาดอกเบี้ยสูงขนาดไหนก็เอา เห็นผิดเป็นชอบ เห็นดำเป็นขาว เหมือนอีกาที่ขนดำก็อยากจะทำให้มันขาว คราวนี้แจ่มชัดหรือยังว่า ทำไมเมืองไทยถึงเป็น "ถิ่นกาขาว" หรือ"ถิ่นตาขาว" ไม่รู้ลองไปถามไอ้พวกฝรั่ง " IMF " ดู แล้วจะรู้ไปถึงก้นบี้งหัวใจ
--------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๕

๑๐. ชาวศิวิไลซ์ หมายถึงยุคที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินกันได้เลยว่า ในรัชสมัยต่อไป ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข หน้าชื่นตาบานกันทุกถ้วนหน้า จริงเท็จประการใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่องปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาลนี้ ในบรรดาสานุศิษย์ของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อยุธยา ซึ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว สรีระไม่เน่าเปื่อย บรรจุอยู่ในโลงแก้ว ณ พระวิหารวัดท่าซุงจ.อุทัยธานี คงจะได้ยินได้ฟังมาอีกแบบหนึ่งถึงที่มาของคำปริศนาพยากรณ์ กล่าวคือในสมัยที่พระคุณท่านยังดำรงสังขารอยู่ได้เล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟังดังนี้

"ในสมัยที่อาตมา (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อยู่กับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ปีนั้นจำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้นแล้วก็คว้าด้วย ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว เป็นลิงนี่จะให้มันเรียบร้อยได้อย่างไร ค้นไปค้นมาในกุฏิหลวงพ่อปานแล้วก็พบสมุดข่อย เป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพยังไม่ปรากฏ แต่สมุดข่อยนั้นเก่า ขาดกระรุ่งกระริ่ง ข้อความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า เดิมหนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย แต่ทว่ามันเก่าเต็มทีก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อยอีกเล่มหนึ่ง แล้วหลวงพ่อปานก็สั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏิของท่านซึ่งซุกไว้ใต้ตู้นาฬิกา เอาผ้าสีแดงห่อไว้อย่างดีเหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้าลิงอ่าน เมื่อเปิดผ้าออกดูแล้วปรากฎว่าหนังสือเล่มนั้นดูราวกับว่าจะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้พยากรณ์กรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าและกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานครไว้ด้วยดังนี้

๑.มหากาฬผ่านมหายักษ์ ๒.รู้จักธรรม ๓.จำต้องคิด ๔.สนิทธรรม ๕.จำแขนขาด ๖.ราษฏร์ราชาโจร ๗.นั่งทนทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙.ถิ่นกาขาว ๑๐.ชาววิไล

รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ หมายถึง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินไม่ใช่ฆ่า ตามประวัติศาสตร์บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกรัชกาลที่ ๑ สั่งปลงพระชนม์ โดยใส่กระสอบแล้วเอาท่อนจันทน์ทุบให้ตายนั้น อันนี้อาตมาเห็นทีจะต้องยอมรับ อาตมานะรับรองว่าคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่งจริง ๆ ประหารก็ต้องประหารจริง ๆ แต่ว่าคนที่ตายนั้นไม่ใช่พระเจ้าตากสิน เป็นคนอื่นเขาตายแทน แล้วพระเจ้าตากสินไปทางไหน ทำไมจึงต้องทำกันอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องของการเมือง พระเจ้าตากสินทรงกู้ชาติสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกในคราวนั้นได้ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา จะเอาเงินที่ไหนออกมาแล้วในระหว่างกู้ชาติ จะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศต้องใช้เงิน นั่งคิดดูซิความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงใด

เรื่องนี้มันต้องมีการกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละ แต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย ขอให้นักประวัติศาสตร์สืบค้นกันให้ดี แล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีเป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วขึ้นเถลิงราชย์ไม่ได้ เพราะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าตากสินเอง เพื่อหวังจะให้ชาติไทยอยู่รอด ทรงความเป็นชาติไทยต่อไป และเพราะอะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉย ๆ นั่นเป็นเรื่องของการเมือง ทำไม่ได้ พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่เป็นกษัตริย์ที่มีความโง่ไม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่ไม่รู้เท่าทันคนแล้ว จะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว ขอให้ท่านพุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญาที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกับความจริง แล้วจะทราบความจริงต่อไปในวันข้างหน้า เอากันแค่นี้ก็พอ

รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม ให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัยกันใหญ่ รัชกาลที่ ๓จำต้องคิด พระองค์ทรงคิดหนัก ก่อนจะสวรรคตทรงมีลายพระหัตถ์ ถึงรัชกาลที่ ๔ ว่า ถ้าฉันตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉันถ้าไม่ให้รับราชการ ก็ให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าให้ถึง กับต้องฆ่าแกงกันเลย รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษาและทรงเชี่ยวชาญด้านธรรมะ รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด เสียดินแดนให้แก่พวกฝรั่งเศสและอังกฤษ

รัชกาลที่ ๖ ราษฏรราชาโจร ชาวบ้านหาว่าพระองค์เป็นโจร เอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด (สร้างเมืองจำลอง ดุสิตธานี, สร้างพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม) ความจริงพระองค์ทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย โดยพระองค์ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้คนทั้งหลายเห็นว่ากษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์เล่นโขนเล่นละครกับคนทั่วไปก็ได้ รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ ทรงเถลิงราชสมบัติในช่วงของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ต้องให้ข้าราชการออก เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงสละราชสมบัติ รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาว คนไทยเห่อตามพวกฝรั่ง ทั้งแฟชั่น เครื่องแต่งกายเพลงร้อง อะไร ๆ ก็ฝรั่งทั้งนั้น ถึงจะดี รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล คือยุคที่บ้านเมืองของไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ยังมาไม่ถึง

เป็นไงครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองใช้ปัญญาพิจารณาเปรียบเทียบหาเหตุผลกันเอาเอง ผมมีหน้าที่นำเสนอ จากตำรับตำรา หนังสือวารสารต่างๆ ที่มีอยู่เท่านั้น ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้เราท่านทั้งหลายยังมองไม่เห็นทางเลยนะครับ ว่าอนาคตข้างหน้าของไทยเรานั้นจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร ตราบใดที่ยังเป็น "ทาสเศรษฐกิจ" ของฝรั่งตาน้ำข้าว IMF อยู่ แม้เราท่านจะไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ในอนาคต แต่ท่านฤาษีลิงดำ ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า

"ในราวปลายรัชกาลที่ ๙ หรือรัชกาลที่ ๑๐ นี้ ประเทศไทยจะขุดพบแร่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำลังคล้ายแร่ยูเรเนียมแต่ทว่ามีกำลังสูงกว่า ถ้าใช้ทางด้านสันติจะมีความเย็นสามารถเผาโรคได้ด้วยอำนาจของความเย็น ถ้าใช้ทางด้านพลังงาน ก็จะมีพลังงานสูงมาก ถ้าใช้ฆ่าฟันกันก็จะมีพลังงานมากยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช้กันในปัจจุบัน เวลานี้ขุดมาได้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันจะปรากฎเอง และเมืองไทยจะมีทรัพยากรต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และจะค่อยๆ มีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ต่อไป ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศชาติจะร่ำรวยมาก "

หลวงพ่อท่านเป็นพระที่ผู้ใกล้ชิดและเคารพนับถือ เชื่อว่า "ท่านสำเร็จอรหันต์ ได้อภิญญาญาณ ๖" ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ขอให้สมพรปากเถอะครับ ไทยเราจะได้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจกับเขาบ้าง แล้วผมจะแหกปากร้องตะโกนให้ก้องโลกว่า "เรามันจนก็จะทนต่อไป หากเรารวยเมื่อไร ก็จะรวยเสียให้เข็ด ช่ะ ช่ะ ช่ะ “